เนื้องอกมดลูก: สาเหตุ อาการ การตรวจ (ครบจบในบทความเดียว)
- พญ. ฐิติพรรณ ชยวงศ์รุ่งเรือง (หมอชะเอม)

- 3 มี.ค.
- ยาว 3 นาที
อัปเดตเมื่อ 4 มี.ค.
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบโดย พญ. ฐิติพรรณ ชยวงศ์รุ่งเรือง คุณหมอสูตินรีเวชประจำ happybirth clinic

บทความนี้ happybirth clinic จะพาคุณไปรู้จักเนื้องอกมดลูกแบบครบทุกมิติ ตั้งแต่สาเหตุ อาการ ไปจนถึงวิธีตรวจคัดกรอง เพื่อให้คุณเข้าใจและดูแลสุขภาพมดลูกได้อย่างมั่นใจค่ะ
สำหรับใครที่อยากเจาะลึกเฉพาะเรื่อง เราได้เตรียมบทความเชิงลึกไว้ให้ด้วยค่ะ
แต่ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับเนื้องอกมดลูกในภาพรวมกันก่อนนะคะ
เนื้องอกมดลูก (Myoma Uteri) คืออะไร?
เนื้องอกมดลูก (Myoma Uteri) เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงที่พบบ่อยที่สุดในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง เกิดจากการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์กล้ามเนื้อเรียบในผนังมดลูก จนกลายเป็นก้อนเนื้อที่มีลักษณะแข็ง เป็นลอน ๆ ขนาดอาจเล็กเท่าเมล็ดถั่วหรือใหญ่จนทำให้หน้าท้องนูนเหมือนตั้งครรภ์ก็ได้ค่ะ
หลายคนพอได้ยินคำว่า "เนื้องอก" ก็ตกใจ นึกถึงมะเร็งทันที แต่ความจริงแล้ว เนื้องอกมดลูกไม่ใช่มะเร็ง และโอกาสกลายเป็นมะเร็ง (Leiomyosarcoma) มีน้อยมาก ไม่ถึง 1% ค่ะ
สถิติเกี่ยวกับเนื้องอกมดลูกที่ผู้หญิงควรรู้
ความชุก: ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์มีโอกาสตรวจพบเนื้องอกมดลูกสูงถึง 70-80% เมื่ออายุครบ 50 ปี (เรียกได้ว่าเป็นโรคยอดฮิตอันดับ 1 ของมดลูกเลยค่ะ)
ช่วงอายุที่พบมากที่สุด: 30-45 ปี โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่เคยมีบุตร
โอกาสกลายเป็นมะเร็ง: น้อยกว่า 1% (ประมาณ 1 ใน 1,000 ราย)
จำนวนผู้ที่ไม่มีอาการ: ประมาณ 50 - 75% ของผู้ที่มีเนื้องอกมดลูกไม่มีอาการแสดงใดๆ ทำให้ตรวจเจอได้จากการตรวจภายในหรืออัลตราซาวด์ประจำปีเท่านั้น
พูดง่าย ๆ คือ ถ้ามีผู้หญิง 4 คน อย่างน้อย 1 คนจะมีเนื้องอกมดลูก แต่ส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวค่ะ
ทำไมผู้หญิงส่วนใหญ่ถึงเป็นโดยไม่รู้ตัว?
1. ก้อนเนื้อนี้ "ขี้อาย" โตในตำแหน่งที่ไม่ก่ออาการ
มดลูกของเรามีหลายชั้นค่ะ ถ้าเนื้องอกไปโต "ด้านนอกมดลูก" (Subserosal Fibroid) มันจะมีพื้นที่ให้โตได้เรื่อย ๆ โดยไม่ไปเบียดโพรงมดลูก ทำให้ไม่มีเลือดออกผิดปกติ ไม่ปวดท้องเมนส์ ผู้หญิงส่วนใหญ่จึงไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ จนกว่าก้อนจะใหญ่พอไปกดทับอวัยวะข้างเคียงค่ะ
2. อาการที่ "ดูเหมือนปกติ" จนเราชิน
ผู้หญิงไทยอดทนเก่งค่ะ หลายคนคิดว่า:
ปวดท้องเมนส์: "ก็ปกติป่ะ ใครๆ ก็ปวด"
เมนส์มาเยอะ: "สงสัยช่วงนี้เครียดมั้ง กินน้ำมะพร้าวเยอะไปหรือเปล่า"
ปัสสาวะบ่อย: "ก็เราดื่มน้ำเยอะเองมั้ง"
เรามักหาเหตุผลมาอธิบายอาการผิดปกติจนกลายเป็นความเคยชิน ทั้งที่จริง ๆ แล้วนั่นอาจเป็น "สัญญาณเตือนจากมดลูก" ก็ได้
3. "พุงหมาน้อย" ที่ไม่ใช่ไขมัน
อันนี้เจอบ่อยมากค่ะ สาวๆ หลายคนพยายามลดน้ำหนัก ทำ IF ออกกำลังกายแทบตาย แต่พุงช่วงล่างไม่ยุบสักที เลยเข้าใจไปเองว่า "อ๋อ นี่คือไขมันหน้าท้องที่ลดยาก" แต่พอมาตรวจอัลตราซาวด์ ถึงได้รู้ว่าที่ป่องออกมานั่นคือ "ก้อนเนื้องอก" ดันหน้าท้องขึ้นมาค่ะ
4. การตรวจภายในที่ "น่ากลัว" ในความคิด
เพราะความเขิน ความกลัวขาหยั่ง ทำให้ผู้หญิงหลายคนเลี่ยงการตรวจภายในประจำปีไป 5 ปี 10 ปี พอไม่มีการทำอัลตราซาวด์ ก็ไม่สามารถตาทิพย์เห็นข้างในได้ เนื้องอกเลยแอบโตเงียบๆ มาตลอดทางค่ะ
อย่ารอให้ 'ความชิน' ปิดบัง 'ความจริง' ของสุขภาพนะคะ การสละเวลามานอนอัลตราซาวด์แค่ 10-15 นาที อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเจอกับเซอร์ไพรส์ก้อนใหญ่ในอนาคตค่ะ
เนื้องอกมดลูก เกิดจากอะไร?
แม้ในทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด 100% แต่สรุป 3 ตัวการหลักได้ดังนี้ค่ะ
1. ฮอร์โมนเพศหญิง เนื้องอกกินฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนเป็นอาหาร จึงโตเร็วในวัยเจริญพันธุ์ และมักฝ่อลงเมื่อเข้าสู่วัยทองค่ะ
2. พันธุกรรม ถ้าคุณแม่ พี่สาว หรือน้องสาว เคยเป็นเนื้องอกมดลูก ตัวคุณเองมีโอกาสตรวจเจอมากกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่าค่ะ
3. ปัจจัยภายนอกและไลฟ์สไตล์ ความอ้วน การกินเนื้อแดงมากเกินไป และการมีประจำเดือนมาเร็วตั้งแต่เด็ก ล้วนมีส่วนส่งเสริมให้ก้อนเนื้อโตไวขึ้นค่ะ
อ่านเพิ่มเติม: เนื้องอกมดลูก เกิดจากอะไร? 3 สาเหตุหลักและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องรู้
เนื้องอกมดลูก อาการเป็นอย่างไร?
ผู้หญิงที่มีเนื้องอกมดลูก 50-75% ไม่มีอาการใด ๆ แต่สำหรับ 20-30% ที่มีอาการ ความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับขนาด จำนวน และตำแหน่งของก้อน แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักค่ะ
กลุ่มที่ 1: อาการผิดปกติของประจำเดือน ประจำเดือนมามากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1-2 ชั่วโมง มานานเกิน 7-10 วัน มีลิ่มเลือด ปวดท้องรุนแรง หรือมีเลือดออกกะปริดกะปรอยระหว่างรอบเดือนค่ะ
กลุ่มที่ 2: อาการจากการกดเบียดอวัยวะ ปัสสาวะบ่อย ท้องผูกเรื้อรัง ปวดหลังส่วนล่าง หรือเจ็บลึก ๆ ขณะมีเพศสัมพันธ์ค่ะ
กลุ่มที่ 3: อาการทางกายภาพ คลำได้ก้อนที่หน้าท้องส่วนล่าง พุงป่องคล้ายคนท้อง หรือน้ำหนักเพิ่มขึ้นผิดปกติบริเวณท้องน้อยค่ะ
อ่านเพิ่มเติม: เนื้องอกมดลูก อาการเป็นอย่างไร? 7 สัญญาณที่ต้องรีบตรวจ

เนื้องอกมดลูก อันตรายไหม?
คำว่า "อันตราย" แบ่งอธิบายเป็น 2 มุมค่ะ
มุมที่ 1: อันตรายในแง่ของการกลายเป็นมะเร็ง — โอกาสน้อยมาก ไม่ถึง 1% กรณีที่ควรระวังคือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่อยู่ ๆ ก็เจอก้อนเนื้อในมดลูก หรือก้อนโตเร็วผิดปกติค่ะ
มุมที่ 2: อันตรายจากอาการที่เนื้องอกก่อ — ถ้าเลือดออกมากจนซีด หน้ามืด เป็นลม หรือก้อนโตจนกดเบียดอวัยวะอื่น อันนี้ถือว่าอันตรายต่อคุณภาพชีวิต ต้องรีบรักษาค่ะ
อ่านเพิ่มเติม: เนื้องอกมดลูก อันตรายไหม? 3, 5, 10 ซม. ขนาดไหนต้องกังวล
ประเภทของเนื้องอกมดลูก
ความจริงมันก็เนื้องอกเหมือนกันนี่แหละค่ะ แต่ต่างกันที่ตำแหน่งที่เกิด พอตำแหน่งต่าง อาการก็ต่างกัน
เนื้องอกมดลูกสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายตำแหน่งของมดลูก ซึ่งตำแหน่งที่แตกต่างกันจะส่งผลต่ออาการและความรุนแรงของโรคที่ไม่เหมือนกัน เราจึงแบ่งประเภทของเนื้องอกมดลูกตามตำแหน่งที่เกิด ออกเป็น 3 ชนิดหลัก
1. เนื้องอกใต้เยื่อบุโพรงมดลูก (Submucosal Myoma)
ตำแหน่ง: อยู่ใต้เยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrium) และยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก
ความชุก: พบได้น้อยที่สุด ประมาณ 5-10% ของเนื้องอกมดลูกทั้งหมด
ความสำคัญ: แม้พบน้อย แต่ส่งผลกระทบมากที่สุด เพราะตำแหน่งอยู่ในโพรงมดลูกซึ่งเป็นบริเวณที่ตัวอ่อนฝังตัว
อาการที่มักพบ:
ประจำเดือนมามากผิดปกติ เลือดออกมาก
มีเลือดออกกะปริดกะปรอยระหว่างรอบเดือน
มีบุตรยาก หรือแท้งบุตรซ้ำ
ทำไมถึงส่งผลต่อการมีบุตร?
ลองนึกภาพการปลูกต้นไม้ ตัวอ่อนเปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการหยั่งรากลงในดิน (เยื่อบุโพรงมดลูก) เพื่อรับสารอาหาร แต่ถ้ามีก้อนหินขวางอยู่ (เนื้องอก) รากก็เกาะไม่ติด ตัวอ่อนจึงฝังตัวไม่ได้หรือหลุดออกมา
ข้อสังเกต: เนื้องอกชนิดนี้แม้ขนาดเล็กเพียง 1-2 ซม. ก็อาจก่ออาการรุนแรงได้ เพราะตำแหน่งสำคัญกว่าขนาด
2. เนื้องอกในกล้ามเนื้อมดลูก (Intramural Myoma)
ตำแหน่ง: อยู่ในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก (Myometrium) ถูกห้อมล้อมด้วยเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ
ความชุก: พบบ่อยที่สุด ประมาณ 70% ของเนื้องอกมดลูกทั้งหมด
อาการที่มักพบ:
หากขนาดเล็ก มักไม่มีอาการ
หากขนาดใหญ่ขึ้น อาจทำให้ประจำเดือนมามากขึ้น
อาจทำให้มดลูกโตขึ้น คลำได้จากหน้าท้อง
ถ้าโตมากจนดันเข้าไปในโพรงมดลูก จะมีอาการคล้ายเนื้องอกใต้เยื่อบุโพรงมดลูก (Submucosal Myoma)
ถ้าโตออกด้านนอก จะมีอาการคล้ายเนื้องอกใต้เยื่อบุผิวนอกมดลูก (Subserosal Myoma)
ข้อสังเกต: เนื้องอกชนิดนี้มักถูกค้นพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพ เพราะซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อและไม่ก่ออาการจนกว่าจะโตมาก
3. เนื้องอกใต้เยื่อบุผิวนอกมดลูก Subserous Myoma
ตำแหน่ง: อยู่ที่ผิวด้านนอกของมดลูก ยื่นออกไปในช่องท้อง
ความชุก: พบได้ประมาณ 20-25% ของเนื้องอกมดลูกทั้งหมด
อาการที่มักพบ:
มักไม่มีผลต่อประจำเดือน (เพราะอยู่ไกลจากโพรงมดลูก)
ถ้าขนาดใหญ่ จะทำให้ท้องโตหรือพุงป่อง
กดเบียดอวัยวะข้างเคียง: ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก ปวดหลัง
บางก้อนมีขั้ว (Pedunculated) ยื่นออกมาคล้ายลูกชิ้นเสียบไม้
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง:
เนื้องอกชนิดที่มีขั้ว (Pedunculated Subserosal Myoma) อาจเกิดการ บิดขั้ว (Torsion) ทำให้เลือดไปเลี้ยงไม่ได้ เกิดอาการปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ต้องผ่าตัดฉุกเฉิน
สิ่งสำคัญก็คือตำแหน่งสำคัญกว่าขนาด ก้อน 1 ซม. ที่ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูกอาจก่ออาการมากกว่าก้อน 5-7 ซม. ที่ซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อค่ะ
เมื่อไหร่ต้องรักษาเนื้องอกมดลูก?
ไม่ใช่ทุกคนที่ตรวจเจอเนื้องอกแล้วต้องผ่าตัดค่ะ แพทย์จะพิจารณาจาก 4 เกณฑ์หลัก
1. อาการเริ่มขโมยคุณภาพชีวิต เลือดออกจนใช้ชีวิตไม่ได้ เริ่มมีภาวะซีด หรือปวดท้องรุนแรงจนกระทบการทำงานค่ะ
2. ก้อนเริ่มไปเบียดอวัยวะข้างเคียง กดทับกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้จนทำงานผิดปกติ หรือก้อนใหญ่จนหน้าท้องปูดค่ะ
3. มีแผนอยากมีลูก ถ้าเนื้องอกอยู่ในตำแหน่งที่ขวางการฝังตัวของตัวอ่อน หรือก้อนใหญ่เกิน 4-5 ซม. ควรรักษาก่อนตั้งครรภ์ค่ะ
4. ก้อนโตเร็วผิดปกติ ถ้าติดตามแล้วพบว่าก้อนใหญ่ขึ้นแบบก้าวกระโดด หรือโตขึ้นทั้งที่เป็นวัยหมดประจำเดือนแล้ว ต้องรีบตรวจเพิ่มเติมค่ะ
วิธีรักษาเนื้องอกมดลูก
สำหรับวิธีรักษา อยากให้สาวๆ จำไว้เลยค่ะว่า "มดลูกของคุณ คุณมีสิทธิ์เลือก" การรักษาในปัจจุบันก้าวหน้าไปไกลมาก ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการตัดมดลูกเสมอไปค่ะ
เราขอแบ่งวิธีรักษาที่ happybirth clinic เราใช้ประเมินคนไข้บ่อยๆ ออกเป็น 3 สายตามความเหมาะสมนะคะ
1. สาย "เฝ้าระวัง" (Observation)
วิธีนี้เหมาะกับสาวๆ ที่ตรวจเจอเนื้องอกแต่ไม่มีอาการ และก้อนยังมีขนาดไม่ใหญ่มาก (ส่วนใหญ่ไม่เกิน 3-5 ซม.)
ทำอย่างไร: ไม่ต้องกินยา ไม่ต้องผ่าตัด แต่ต้องมาอัลตราซาวด์ติดตามผลกับหมอทุก 6-12 เดือน เพื่อดูว่าน้องเนื้องอกเค้ายังอยู่นิ่งๆ หรือแอบโตขึ้นหรือเปล่านะคะ
เป้าหมาย: เพื่อรอดูจนกว่าจะเข้าสู่วัยทอง เพราะเมื่อฮอร์โมนลด ก้อนจะฝ่อไปเองค่ะ
2. สาย "ประคับประคองด้วยยา" (Medical Treatment)
เหมาะกับคนที่มีอาการ เช่น เมนส์มามากหรือปวดท้อง แต่ยังไม่พร้อมผ่าตัด หรือต้องการชะลอการผ่าตัดออกไป
ยากลุ่มปรับฮอร์โมน: มีทั้งแบบกินและแบบฉีด ช่วยคุมปริมาณประจำเดือนให้มาปกติ และช่วยลดอาการปวด
ยาฉีดลดขนาดก้อน (GnRH agonist): มักใช้ในกรณีที่ก้อนใหญ่มาก เพื่อฉีดให้ก้อนยุบลงก่อนจะทำการผ่าตัด เพื่อให้ผ่าได้ง่ายและเสียเลือดน้อยลงค่ะ
ห่วงอนามัยชนิดใส่ยา (Mirena): ตัวนี้ช่วยลดอาการเลือดออกมากได้ดีมากในคนไข้บางราย
3. สาย "จัดการถอนรากถอนโคน" (Surgical Treatment)
เมื่อยาเอาไม่อยู่ หรือก้อนใหญ่จนเบียดอวัยวะอื่น การผ่าตัดคือคำตอบค่ะ ซึ่งมี 2 รูปแบบหลักดังนี้
การผ่าตัดเฉพาะเนื้องอก (Myomectomy): เก็บมดลูกไว้ เหมาะสำหรับ สาวๆ ที่ยังอยากมีลูก หมอจะเลาะเอาเฉพาะก้อนเนื้อออก
การผ่าตัดมดลูกออก (Hysterectomy): เหมาะกับคนที่อาการรุนแรง มีลูกพอแล้ว หรือไม่อยากกังวลเรื่องการกลับมาเป็นซ้ำอีกในอนาคต
เทรนด์ใหม่ที่เราแนะนำ: เดี๋ยวนี้เรามีการผ่าตัดส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) นะคะ แผลเล็กแค่ 0.5 - 1 ซม. เจ็บน้อยมาก ฟื้นตัวไว 1-2 วันก็กลับไปใช้ชีวิตปกติได้แล้ว ไม่ต้องน่ากลัวเหมือนการผ่าตัดเปิดหน้าท้องสมัยก่อนค่ะ
4. ทางเลือกเสริม (Alternative Procedures)
ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ บางแห่งอาจมีการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (HIFU) หรือการอุดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้องอก (UAE) ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดเลย แต่อาจมีข้อจำกัดเรื่องตำแหน่งและขนาดของก้อนค่ะ
ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน มีแต่ "วิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ" ค่ะ โดยเราจะพิจารณาจาก:
อาการที่เจ็บปวด
ขนาดและตำแหน่งของก้อน
ความต้องการมีลูกในอนาคต
ช่วงอายุ
และที่ happybirth clinic เราจะช่วยคุณชั่งน้ำหนักข้อดี-ข้อเสียของแต่ละวิธี เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจที่สุดค่ะ

การตรวจเนื้องอกมดลูก
การตรวจเนื้องอกมดลูกไม่น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ ที่ happybirth clinic เราเน้นความสบายใจและความเป็นส่วนตัวที่สุด
ขั้นตอนการตรวจ:
ซักประวัติ สอบถามเรื่องอาการ ประจำเดือน และประวัติครอบครัวค่ะ
ตรวจภายใน ใช้เครื่องมือขนาดเล็กและการคลำตรวจ เพื่อประเมินขนาดและลักษณะเบื้องต้นค่ะ
อัลตราซาวด์ วิธีที่แม่นยำที่สุดในการหาเนื้องอก ปลอดภัย ไม่เจ็บ ไม่มีรังสี โดยมี 2 แบบคือทางช่องคลอด (ชัดกว่า) และทางหน้าท้อง (สำหรับคนที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์) ค่ะ
เตรียมตัวอย่างไร: มาช่วงหลังประจำเดือนหมด 3-7 วัน ใส่เสื้อผ้าที่ถอดง่าย ไม่ต้องงดน้ำงดอาหารค่ะ
อ่านเพิ่มเติม: ตรวจเนื้องอกมดลูก ตรวจอะไรบ้าง? ราคาเท่าไหร่? (ขั้นตอนและการเตรียมตัว)
ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรอง?
หลายคนเข้าใจผิดว่าต้อง "ปวดท้องหรือมีอาการ" ก่อนถึงจะไปตรวจ แต่จริงๆ แล้วแล้วมีบางกลุ่มที่ควรตรวจโดยไม่ต้องรออาการค่ะ
1. ผู้หญิงวัย 30 ปีขึ้นไป
เนื้องอกมดลูกโตตามฮอร์โมน ยิ่งเราอายุมากขึ้น (แต่ยังไม่ถึงวัยทอง) โอกาสที่ก้อนเนื้อจะสะสมจนตรวจเจอก็ยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นสาวๆ วัย 30+ ควรตรวจอัลตราซาวด์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้จะไม่มีอาการใดๆ เลยก็ตามค่ะ
2. ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นเนื้องอกมดลูก
ถ้าคุณแม่ พี่สาว หรือน้องสาว เคยมีประวัติเป็นเนื้องอกมดลูก หรือเคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูกมาก่อน ตัวคุณเองมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า เราแนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไปได้เลยค่ะ
3. ผู้ที่วางแผนจะมีลูก
ก่อนตั้งครรภ์ ควรเช็ก "บ้านของลูก" ให้เรียบร้อยก่อนค่ะ เพราะถ้าไปตรวจเจอเนื้องอกตอนตั้งครรภ์แล้ว อาจทำให้การรักษายุ่งยากขึ้น หรือก้อนเนื้ออาจไปเบียดที่อยู่ของตัวอ่อนจนทำให้แท้งง่าย การตรวจเจอและวางแผนรักษาตั้งแต่ก่อนท้องจึงปลอดภัยที่สุดค่ะ
4. ผู้ที่มีอาการสัญญาณเตือน
กลุ่มนี้ไม่ต้องรอเช็กตามรอบปีค่ะ ถ้ามีอาการเหล่านี้ให้มาพบหมอทันที
ประจำเดือนมามากผิดปกติ (ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยเกิน 5 แผ่นต่อวัน)
ปวดท้องเมนส์รุนแรงจนต้องหยุดงาน
รู้สึกหน่วงท้องน้อย หรือพุงป่องผิดปกติทั้งที่น้ำหนักเท่าเดิม
ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ หรือท้องผูกเรื้อรัง
5. ผู้ที่เริ่มเข้าสู่วัยทอง แต่มีเลือดออก
สำหรับผู้ที่อายุ 45-50 ปี หากเริ่มมีเลือดออกกะปริดกะปรอย หรือประจำเดือนที่เคยหายไปแล้วกลับมาใหม่ ต้องรีบมาอัลตราซาวด์เพื่อเช็กว่าก้อนเนื้องอกเดิมโตขึ้น หรือมีความเสี่ยงอย่างอื่นซ่อนอยู่หรือไม่ค่ะ
การตรวจคัดกรองเนื้องอกมดลูก ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวและไม่ต้องเตรียมตัวเยอะเลยค่ะ แค่สละเวลาปีละครั้งมาตรวจอัลตราซาวด์พื่อความสบายใจ ดีกว่ามารู้อีกทีตอนก้อนใหญ่จนทางเลือกในการรักษาเหลือน้อยนะคะ
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: กินน้ำเต้าหู้หรือถั่วเหลืองได้ไหม?
ตอบ: กินได้ในปริมาณปกติค่ะ ไม่มีหลักฐานว่าทำให้ก้อนโตแบบก้าวกระโดด แค่ไม่กินมากเกินไปก็พอค่ะ
อ่านเพิ่มเติม: เนื้องอกมดลูก กินอะไรได้-ห้ามกินอะไร?
ถาม: มีเนื้องอกมดลูก จะมีลูกยากไหม?
ตอบ: ขึ้นอยู่กับตำแหน่งค่ะ ถ้าก้อนอยู่ในหรือใกล้โพรงมดลูก อาจมีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนค่ะ
อ่านเพิ่มเติม: เนื้องอกมดลูก กับการมีลูก: มีบุตรยากจริงไหม?
ถาม: ผ่าตัดแล้วจะกลับมาเป็นอีกไหม?
ตอบ: ถ้าผ่าตัดเลาะเฉพาะก้อน (Myomectomy) มีโอกาสเกิดก้อนใหม่ได้ค่ะ แต่ถ้าผ่าตัดมดลูกออกก็จบถาวรค่ะ
แพ็กเกจตรวจเนื้องอกมดลูกจาก happybirth clinic
ที่นี่เราใช้เครื่อง Digital Ultrasound ความละเอียดสูง ที่สามารถระบุตำแหน่งและขนาดของเนื้องอกได้อย่างแม่นยำ (Mapping) เพื่อให้สูตินรีแพทย์ของเราประเมินได้ชัดเจนว่า ก้อนนี้ควรเฝ้าดู กินยา หรือผ่าตัด
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีประจำเดือนมามาก มีบุตรยาก ท้องผูก ปัสสาวะบ่อย คลำได้ก้อนที่ท้องน้อย มีหน้าท้อง หรือมีความกังวล เช่น มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นเนื้องอกมดลูก
ตรวจโดยสูตินรีแพทย์หญิง เข้าใจและใส่ใจปัญหาสุขภาพผู้หญิงโดยเฉพาะ
อัลตราซาวด์ทางช่องคลอด (TVS) เห็นรายละเอียดมดลูกและรังไข่ได้ชัดเจน แม่นยำกว่าอัลตราซาวด์ทางหน้าท้อง
รู้ผลและปรึกษาแพทย์ได้ทันที ไม่ต้องรอผลนาน คุณหมออธิบายผลตรวจให้เข้าใจในวันเดียว
ราคาโปร่งใส รวมค่าบริการทางการแพทย์แล้ว ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง

แพ็กเกจไหนเหมาะกับคุณ?
เลือก Basic (2,400 บาท) ถ้า:
ต้องการตรวจอลัตราซาวด์มดลูกและรังไข่ คัดกรองเนื้องอกมดลูกโดยเฉพาะ
มีอาการปวดท้องน้อย ประจำเดือนผิดปกติ อยากรู้ว่ามีก้อนหรือไม่
เพิ่งตรวจมะเร็งปากมดลูกไปไม่นาน
เลือก Premium (5,900 บาท) ถ้า:
ต้องการตรวจอลัตราซาวด์มดลูกและรังไข่ และตรวจภายในมะเร็งปากมดลูกแบบครบวงจรในครั้งเดียว
ไม่ได้ตรวจมะเร็งปากมดลูกมานานกว่า 1 ปี
อายุ 30 ปีขึ้นไป และต้องการความอุ่นใจแบบเต็มที่
สรุป
เนื้องอกมดลูกเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงที่พบได้บ่อยมากในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ไม่ใช่มะเร็ง และส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรักษา เพียงติดตามอาการเป็นระยะค่ะ
สิ่งสำคัญที่ควรจำ:
70% ของผู้หญิง จะมีเนื้องอกมดลูกเมื่อเข้าสู่วัยก่อนหมดประจำเดือน แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวค่ะ
ตำแหน่งสำคัญกว่าขนาด ก้อนเล็กในตำแหน่งสำคัญอาจก่ออาการมากกว่าก้อนใหญ่ที่ซ่อนอยู่ค่ะ
การตรวจอัลตราซาวด์ คือวิธีที่ดีที่สุดในการค้นพบเนื้องอกตั้งแต่ระยะเริ่มต้นค่ะ
อย่าปล่อยให้ความกลัวขาหยั่ง กลายเป็นความเสี่ยงของสุขภาพนะคะ มาคุยกันที่ happybirth clinic สบาย ๆ เหมือนคุยกับพี่สาว รับรองว่าไม่น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ สามารถนัดมาปรึกษาตรวจได้ที่ คลินิกสูตินรีเวชแฮปปี้เบิร์ธ ทุกสาขา
เปิดให้บริการทุกวัน แนะนำให้เช็กคิวทางไลน์ @happybirth หรือโทรศัพท์ 081-442-9355 คุณหมอและเจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมดูแลคุณทุกวันค่ะ


