top of page

คลินิกสูตินรีเวช ฝากครรภ์ ตรวจภายใน อัลตราซาวด์
สีลม    บ้านก้ามปูอโศก   รามคำแหง 26/1   ลาดกระบัง 54

ค้นหา

เนื้องอกมดลูก อันตรายไหม? 3, 5, 10 ซม. ขนาดไหนต้องกังวล

  • รูปภาพนักเขียน: พญ. ฐิติพรรณ ชยวงศ์รุ่งเรือง (หมอชะเอม)
    พญ. ฐิติพรรณ ชยวงศ์รุ่งเรือง (หมอชะเอม)
  • 3 มี.ค.
  • ยาว 2 นาที

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบโดย พญ. ฐิติพรรณ ชยวงศ์รุ่งเรือง คุณหมอสูตินรีเวชประจำ happybirth clinic


เนื้องอกมดลูก อันตรายไหม

"หมอคะ เนื้องอกมดลูก 3 ซม. อันตรายไหมคะ?"

"ก้อน 5 ซม. ต้องผ่าตัดเลยไหม?"

"ขนาด 10 ซม. จะกลายเป็นมะเร็งไหมคะ?"


นี่คือคำถามที่ happybirth ได้รับบ่อยมากค่ะ หลายคนพอได้ยินคำว่า "เนื้องอก" ก็ตกใจ นึกถึงมะเร็งทันที ยิ่งพอรู้ขนาดก้อนก็ยิ่งกังวลว่า เนื้องอกมดลูกอันตรายไหม ใหญ่ขนาดนี้จะต้องรักษาหรือเปล่า


บทความนี้จะตอบทุกข้อสงสัยเรื่อง "เนื้องอกในมดลูก อันตรายไหม?" ทั้งในแง่ของการกลายเป็นมะเร็ง และในแง่ของอาการที่ก้อนก่อขึ้น รวมถึงอธิบายให้เข้าใจว่า เนื้องอกมดลูก 2, 3, 5, 8, 10 ซม. อันตรายไหม และขนาดไหนที่ต้องรักษา เพราะความจริงแล้วขนาดไม่ใช่ตัวตัดสินเสมอไปนะคะ


เนื้องอกมดลูก อันตรายไหม? 2 มุมที่ต้องเข้าใจ


คำว่า "อันตราย" สำหรับแต่ละคนอาจมีความหมายไม่เหมือนกันค่ะ บางคนกังวลว่าจะกลายเป็นมะเร็ง บางคนกังวลว่าจะมีผลต่อการมีลูก หรือจะต้องผ่าตัดไหม


เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ขออธิบายแบ่งเป็น 2 มุมนะคะ


มุมที่ 1: อันตรายในแง่ของการกลายเป็นมะเร็ง

หลายคนพอได้ยินคำว่า "เนื้องอก" ก็คิดไปถึงมะเร็งทันที แต่ความจริงแล้ว เนื้องอกมดลูกมีโอกาสกลายเป็นมะเร็ง (Leiomyosarcoma) น้อยมาก ไม่ถึง 1% หรือประมาณ 1 ใน 1,000 รายเท่านั้นค่ะ


มุมที่ 2: อันตรายจากอาการที่เนื้องอกก่อขึ้น

แม้จะไม่ใช่มะเร็ง แต่ถ้าเนื้องอกก่ออาการจนกระทบคุณภาพชีวิต เช่น เลือดออกมากจนซีด ปวดท้องรุนแรง หรือก้อนโตจนกดเบียดอวัยวะอื่น อันนี้ก็ถือว่า "อันตราย" ต่อคุณภาพชีวิตและต้องรีบรักษาค่ะ


เนื้องอกมดลูกส่วนใหญ่ไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าปล่อยไว้จนมีอาการรุนแรง อาจกระทบสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้ค่ะ

เนื้องอกมดลูก โอกาสกลายเป็นมะเร็งมากแค่ไหน?


ถ้าถามว่าเนื้องอกมดลูกจะกลายเป็นมะเร็งไหม คำตอบคือ "โอกาสน้อยมาก" ค่ะ


เนื้องอกมดลูกมีโอกาสกลายเป็นมะเร็ง (Leiomyosarcoma) น้อยกว่า 1% หรือประมาณ 1 ใน 1,000 รายเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วเนื้องอกมดลูกเป็นก้อนเนื้อธรรมดาที่ไม่ร้ายแรง ไม่ได้แพร่กระจาย และสามารถติดตามอาการหรือรักษาได้ค่ะ


แต่มีบางกรณีที่ควรระวังว่าอาจไม่ใช่เนื้องอกธรรมดา


ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่อยู่ดีๆ ก็เจอก้อน

ปกติแล้วเนื้องอกมดลูกจะฝ่อลงเมื่อเข้าวัยทองเพราะฮอร์โมนลดลง ถ้าเข้าวัยทองไปแล้วแต่อยู่ดีๆ กลับมาเจอก้อนในมดลูก ทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อันนี้ต้องตรวจเพิ่มเติมค่ะ


ก้อนโตเร็วผิดปกติ

ถ้าติดตามกับหมอแล้วพบว่าก้อนใหญ่ขึ้นแบบก้าวกระโดดในเวลาสั้นๆ เช่น ผ่านไป 3-6 เดือน ก้อนใหญ่ขึ้นเท่าตัว ต้องรีบตรวจเพิ่มเติมค่ะ


มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว

สำหรับผู้หญิงที่เข้าวัยทอง หมดเมนส์ไปแล้วครบ 1 ปี แล้วอยู่ดีๆ มีเลือดออกมาเฉยๆ อันนี้น่ารู้ ควรรีบหาสาเหตุค่ะ


กรณีที่ต้องระวังเหล่านี้พบได้ไม่บ่อยค่ะ แต่ถ้าเข้าข่าย อย่านิ่งนอนใจ รีบมาพบหมอเพื่อตรวจให้แน่ใจนะคะ

เนื้องอก มดลูก 5 ซม อันตราย ไหม

เนื้องอกมดลูก ขนาด 3, 5, 10 ซม. ขนาดเท่าไหร่ต้องกังวล?


นี่คือคำถามยอดฮิตที่ได้ยินบ่อยมากค่ะ


"ก้อน 3 ซม. ต้องผ่าไหม?"

"5 ซม. อันตรายไหม?"

"10 ซม. ต้องรีบรักษาเลยไหม?"


คำตอบที่อาจทำให้หลายคนแปลกใจคือ ขนาดไม่ใช่ตัวตัดสินว่าต้องรักษาหรือไม่ค่ะ


ข้อบ่งชี้ของการรักษาเนื้องอกมดลูกคือ "อาการ" เป็นหลัก ไม่ใช่ขนาดก้อนค่ะ


ตัวอย่างที่ 1: บางคนก้อนขนาดแค่ 1 ซม. แต่ตำแหน่งยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก ทำให้เลือดออกมากทุกเดือน หรือมีลูกยากสักที อันนี้ต้องรีบรักษาค่ะ


ตัวอย่างที่ 2: ในขณะที่บางคนก้อน 5-7 ซม. แต่ซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อมดลูก ไม่มีอาการอะไร มาเจอตอนตรวจสุขภาพเฉยๆ แบบนี้ไม่ต้องรักษา แค่ติดตามก็พอค่ะ


แล้วขนาดต่างๆ เป็นอย่างไรบ้าง?


เนื้องอกมดลูก 2-3 ซม. อันตรายไหม? ถือว่าขนาดเล็กค่ะ ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ไม่ต้องรักษา แค่ติดตามทุก 6-12 เดือน แต่ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่กระทบโพรงมดลูก อาจทำให้เลือดออกมากหรือมีลูกยากได้ค่ะ


เนื้องอกมดลูก 5 ซม. อันตรายไหม? ถือว่าขนาดปานกลางค่ะ ถ้าไม่มีอาการก็ยังไม่ต้องรักษา แต่ควรติดตามใกล้ชิดขึ้น เพราะก้อนขนาดนี้อาจเริ่มกดเบียดอวัยวะข้างเคียงได้ค่ะ


เนื้องอกมดลูก 8-10 ซม. อันตรายไหม? ถือว่าขนาดใหญ่ค่ะ มีความเสี่ยงและอาจจะเป็นอันตรายได้ หากเริ่มมีอาการ เช่น ท้องโต พุงป่อง กดเบียดกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ แพทย์จะพิจารณาการรักษาตามอาการและความต้องการมีบุตรค่ะ


เนื้องอกมดลูก 15-20 ซม. อันตรายไหม? ถือว่าขนาดใหญ่มากค่ะ บางรายมดลูกโตเท่ากับตั้งครรภ์ 5-6 เดือน มีความเสี่ยงและถือว่าอันตรายในแง่ของการเบียดอวัยวะข้างเคียง มักมีอาการชัดเจนและควรพิจารณารักษาค่ะ


ไม่มีขนาดตายตัวว่า "เท่านี้ต้องผ่า" หรือ "เท่านี้ไม่ต้องทำอะไร" ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอาการ ตำแหน่ง และความต้องการมีบุตรของแต่ละคนค่ะ

ตำแหน่งสำคัญกว่าขนาด


จากที่อธิบายไปข้างต้น จะเห็นว่าขนาดก้อนไม่ใช่ตัวตัดสินว่าอันตรายหรือไม่ แต่ตำแหน่งต่างหากที่เป็นตัวกำหนด ค่ะ


ลองนึกภาพง่ายๆ แบบนี้นะคะ


ก้อนเล็กในตำแหน่งสำคัญ = อาการมาก

เนื้องอกขนาดแค่ 1-2 ซม. แต่ถ้าอยู่ใต้เยื่อบุโพรงมดลูก (Submucosal) และยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก จะส่งผลกระทบมากค่ะ เพราะตำแหน่งนี้คือบริเวณที่ตัวอ่อนต้องมาฝังตัว ลองนึกภาพการปลูกต้นไม้ ตัวอ่อนเปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ต้องหยั่งรากลงในดิน (เยื่อบุโพรงมดลูก) แต่ถ้ามีก้อนหินขวางอยู่ (เนื้องอก) รากก็เกาะไม่ติด ตัวอ่อนจึงฝังตัวไม่ได้หรือหลุดออกมาค่ะ


นอกจากนี้ ก้อนที่ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูกยังทำให้ประจำเดือนมามากผิดปกติ มีเลือดออกกะปริดกะปรอย และเป็นสาเหตุของการแท้งซ้ำได้ค่ะ


ก้อนใหญ่ในตำแหน่งที่ไม่กระทบ = อาการน้อย

ในทางกลับกัน เนื้องอกขนาด 5-7 ซม. แต่ถ้าซ่อนอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก (Intramural) หรืออยู่ด้านนอกมดลูก (Subserosal) โดยไม่ได้ไปเบียดโพรงมดลูก ก็อาจไม่มีอาการอะไรเลยค่ะ หลายคนมาเจอตอนตรวจสุขภาพโดยบังเอิญ แบบนี้ไม่ต้องรักษา แค่ติดตามก็พอค่ะ


อย่าตกใจกับตัวเลขขนาดก้อนค่ะ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ก้อนอยู่ตำแหน่งไหน และมีอาการอะไรบ้าง แพทย์จะประเมินจากทั้งสองปัจจัยนี้ก่อนตัดสินใจว่าควรรักษาหรือติดตามค่ะ

เมื่อไหร่ที่ถือว่าอันตราย ต้องรักษา?


หลายคนสงสัยว่า "ตรวจเจอเนื้องอกแล้วต้องผ่าเลยไหม?" คำตอบคือ ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องจบลงที่ห้องผ่าตัดค่ะ


แพทย์จะไม่ได้ดูแค่ขนาดก้อนอย่างเดียว แต่จะดูความเดือดร้อนที่เนื้องอกสร้างให้เราเป็นหลักค่ะ โดยมี 4 เกณฑ์หลักในการพิจารณาว่าถึงเวลาต้องรักษาแล้ว


1. เมื่ออาการเริ่มขโมยคุณภาพชีวิต (Symptom-Driven)


ถ้าสาวๆ เริ่มมีอาการเหล่านี้ เราขอแนะนำว่าถึงเวลาต้องรักษาแล้วค่ะ:

  • เลือดออกจนใช้ชีวิตไม่ได้: ต้องตื่นมาเปลี่ยนผ้าอนามัยตอนดึก หรือไม่กล้าออกไปไหนเพราะกลัวเลือดเลอะ

  • เริ่มมีภาวะซีด: หน้ามืดบ่อย อ่อนเพลีย เล็บเปราะ หรือเริ่มมีผลกระทบต่อระบบหัวใจ

  • ปวดท้องรุนแรง: ต้องกินยาแก้ปวดทุกเดือน และยาเริ่มเอาไม่อยู่ จนกระทบกับการทำงานหรือการเรียน


2. เมื่อก้อนเนื้อเริ่ม "เกเร" ไปเบียดเพื่อนบ้าน (Mass Effect)


ต่อให้ไม่ปวด ไม่ซีด แต่ถ้าก้อนเนื้อใหญ่จนไปกดทับอวัยวะข้างเคียงจนทำงานผิดปกติ เช่น

  • กดทับกระเพาะปัสสาวะ: ทำให้ปัสสาวะกะปริดกะปรอย หรือกรวยไตอักเสบ

  • กดทับลำไส้: ทำให้ท้องผูกเรื้อรัง หรือปวดหน่วงในทวารหนัก

  • ก้อนใหญ่จนหน้าท้องปูด: ในกรณีที่ก้อนใหญ่มากจนคนไข้เสียความมั่นใจ หรือรู้สึกอึดอัดแน่นท้องตลอดเวลา


3. เมื่อมีแผน "อยากมีเจ้าตัวเล็ก" (Infertility & Pregnancy)


ถ้าคุณกำลังวางแผนจะมีบุตร แต่ตรวจเจอเนื้องอกในตำแหน่งที่อันตราย:

  • เนื้องอกในโพรงมดลูก (Submucosal): ก้อนแบบนี้ต่อให้เล็กแค่ไหน ก็อาจขวางการฝังตัวของตัวอ่อน หรือทำให้แท้งง่าย

  • ก้อนใหญ่เกิน 4-5 ซม.: ซึ่งอาจไปแย่งเลือดมาเลี้ยงตัวอ่อน หรือเสี่ยงต่อการที่ก้อนจะโตขึ้นมากตามฮอร์โมนตอนท้อง จนทำให้คลอดก่อนกำหนดได้


4. เมื่อมีความเสี่ยงว่าอาจไม่ใช่ "เนื้องอกธรรมดา" (Rapid Growth)

กรณีที่หมอติดตามอาการ (Follow-up) แล้วพบว่าก้อนเนื้อโตไวผิดปกติ เช่น ผ่านไป 3-6 เดือน ก้อนใหญ่ขึ้นเท่าตัว หรือโตขึ้นมากทั้งที่เป็นวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว กรณีนี้จะแนะนำให้รักษาหรือผ่าตัดเพื่อนำชิ้นเนื้อไปตรวจให้มั่นใจว่าไม่ใช่เนื้อร้ายค่ะ


ตรวจพบเนื้องอกมดลูกแต่ไม่มีอาการ ต้องทำอย่างไร?


หลายคนมาตรวจสุขภาพประจำปี แล้วได้ยินว่า "เจอเนื้องอกมดลูกนะคะ" ก็ตกใจ กังวลว่าต้องรักษาหรือผ่าตัดทันทีไหม


คำตอบคือ ถ้าไม่มีอาการ ไม่จำเป็นต้องรักษาค่ะ


สำหรับคนที่ตรวจเจอเนื้องอกแต่ไม่มีอาการ และก้อนยังมีขนาดไม่ใหญ่มาก เราจะแนะนำให้ "เฝ้าระวัง" (Observation) ค่ะ


ทำอย่างไร?

  • ไม่ต้องกินยา ไม่ต้องผ่าตัด

  • มาตรวจอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่ติดตามผลทุก 6-12 เดือน เพื่อดูว่าก้อนยังอยู่นิ่งๆ หรือแอบโตขึ้นไหม


เป้าหมายคืออะไร?

  • รอดูจนกว่าจะเข้าสู่วัยทอง เพราะเมื่อฮอร์โมนลดลง ก้อนจะค่อยๆ ฝ่อลงไปเองค่ะ

  • ถ้าระหว่างติดตามเริ่มมีอาการ หรือก้อนโตเร็วผิดปกติ ค่อยพิจารณารักษาก็ยังไม่สายค่ะ


การตรวจเจอเนื้องอกไม่ได้แปลว่าต้องรักษาทุกคนค่ะ หลายคนอยู่กับเนื้องอกมดลูกไปจนเข้าวัยทอง แล้วก้อนก็ฝ่อไปเองโดยไม่ต้องทำอะไรเลย สิ่งสำคัญคือต้องติดตามกับแพทย์สม่ำเสมอ อย่าหายไปเฉยๆ นะคะ


คลินิกสูตินรีเวช แฮปปี้เบิร์ธ ตรวจเนื้องอกมดลูก

สงสัยว่าเนื้องอกมดลูกอันตรายไหม? มาตรวจให้ชัวร์


จากที่อธิบายมาทั้งหมด จะเห็นว่าการจะตอบคำถามว่า "เนื้องอกมดลูก อันตรายไหม?" ได้อย่างแม่นยำ ต้องรู้ก่อนว่า:

  • ก้อนอยู่ตำแหน่งไหน?

  • ขนาดเท่าไหร่?

  • มีอาการอะไรบ้าง?


และสิ่งเดียวที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้คือ การมาตรวจอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่


การตรวจใช้เวลาแค่ 10-15 นาที ไม่เจ็บ ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก แต่จะช่วยให้รู้ชัดเจนว่าก้อนอยู่ตรงไหน ขนาดเท่าไหร่ ควรเฝ้าดู หรือต้องรักษา เพื่อวางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสมค่ะ


ตรวจเนื้องอกมดลูกที่ happybirth clinic


ที่ happybirth clinic เราใช้เครื่อง Digital Ultrasound ความละเอียดสูง สามารถระบุตำแหน่งและขนาดของเนื้องอกได้อย่างแม่นยำ ตรวจโดยสูตินรีแพทย์หญิง รู้ผลและปรึกษาหมอได้ทันทีในวันเดียวค่ะ


ตรวจเนื้องอกมดลูก ราคาเท่าไหร่

แพ็กเกจตรวจเนื้องอกมดลูก

  • Basic (2,400 บาท) ตรวจอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่

  • Premium (5,900 บาท) ตรวจอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่ รวมตรวจภายในและเช็กมะเร็งปากมดลูก


อย่าปล่อยให้ความกังวลกลายเป็นความเครียดนะคะ มาตรวจให้ชัวร์ จะได้วางแผนดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้องค่ะ สามารถนัดมาปรึกษาตรวจได้ที่ คลินิกสูตินรีเวชแฮปปี้เบิร์ธ ทุกสาขา

 

เปิดให้บริการทุกวัน แนะนำให้เช็กคิวทางไลน์ @happybirth หรือโทรศัพท์ 081-442-9355 คุณหมอและเจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมดูแลคุณทุกวันค่ะ

 
 
bottom of page