ตรวจหลังคลอด ตรวจอะไรบ้าง? ตอนไหน เจ็บไหม รวมคำตอบที่คุณแม่ต้องรู้
- พญ. ฐิติพรรณ ชยวงศ์รุ่งเรือง (หมอชะเอม)

- 24 พ.ค. 2566
- ยาว 3 นาที
อัปเดตเมื่อ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบโดย พญ. ฐิติพรรณ ชยวงศ์รุ่งเรือง คุณหมอสูตินรีเวชประจำ happybirth clinic

หลังคลอดลูก ร่างกายคุณแม่ต้องใช้เวลาฟื้นตัวหลายสัปดาห์ และหลายอย่างมองไม่เห็นจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นมดลูกที่กำลังเข้าอู่ แผลคลอดที่กำลังสมาน หรือฮอร์โมนที่กำลังปรับสมดุล นี่คือเหตุผลที่คุณหมอนัดตรวจหลังคลอดทุกครั้ง
การตรวจหลังคลอด (Postpartum Checkup) คือการตรวจสุขภาพคุณแม่ในช่วง 4–6 สัปดาห์หลังคลอด เพื่อประเมินการฟื้นตัวของมดลูกและแผลคลอด ตรวจภายใน คัดกรองมะเร็งปากมดลูก และวางแผนคุมกำเนิด บทความนี้ แฮปปี้เบิร์ธคลินิกจะตอบทุกคำถามที่คุณแม่ค้นหา ตั้งแต่ตรวจอะไรบ้าง เจ็บไหม ตรวจที่ไหนได้ ไปจนถึงราคาและการใช้สิทธิ
ตรวจหลังคลอดคืออะไร ทำไมคุณแม่ทุกคนควรตรวจ
ตรวจหลังคลอด คือการตรวจติดตามสุขภาพของคุณแม่หลังคลอดบุตร โดยสูตินรีแพทย์จะประเมินว่าร่างกายฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติหรือไม่ ครอบคลุมทั้งมดลูก แผลคลอด เต้านม และสภาพจิตใจ
หลายคนเข้าใจว่าถ้าไม่มีอาการผิดปกติก็ไม่ต้องไปตรวจ แต่ความจริงคือภาวะแทรกซ้อนหลังคลอดหลายอย่างไม่แสดงอาการในช่วงแรก เช่น
มดลูกเข้าอู่ไม่สมบูรณ์ เสี่ยงตกเลือดหลังคลอดระยะหลัง
การติดเชื้อในโพรงมดลูกหรือแผลคลอด อาการอาจเริ่มจากแค่ตกขาวผิดปกติ
เศษรกค้างในโพรงมดลูก ทำให้น้ำคาวปลาไม่หมดหรือเลือดออกกะปริบกะปรอย
ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด พบได้ราว 10–15% ของคุณแม่ และมักไม่รู้ตัวเอง
การตรวจหลังคลอดจึงไม่ใช่แค่เช็คว่าหายดีหรือยัง แต่เป็นการดักจับปัญหาก่อนที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นจังหวะสำคัญในการวางแผนคุมกำเนิดก่อนกลับมามีเพศสัมพันธ์อีกครั้งค่ะ
ตรวจหลังคลอดตอนไหน? นัดกี่ครั้ง?
คำตอบสั้นๆ คือ ครั้งหลักคือช่วง 4–6 สัปดาห์หลังคลอด และไม่ควรทิ้งไว้เกิน 3 เดือน
โดยทั่วไปการติดตามหลังคลอดแบ่งเป็นช่วงดังนี้
ช่วง 7 วันแรกหลังคลอด
สำหรับคุณแม่ผ่าคลอด คุณหมอมักนัดดูแผลผ่าตัดและตัดไหม (กรณีไม่ใช้ไหมละลาย) ส่วนคุณแม่คลอดธรรมชาติที่มีแผลฝีเย็บ หากมีอาการปวด บวม แดง หรือแผลแยก ควรมาพบแพทย์ทันทีไม่ต้องรอถึงวันนัด
ช่วง 4–6 สัปดาห์หลังคลอด
คือการตรวจหลังคลอดครั้งสำคัญที่สุด เพราะเป็นช่วงที่มดลูกควรเข้าอู่สมบูรณ์ น้ำคาวปลาหมด และแผลสมานตัวแล้ว คุณหมอจะตรวจภายใน ประเมินการฟื้นตัวทั้งหมด และวางแผนคุมกำเนิด
หลัง 3 เดือนขึ้นไป
หากยังไม่เคยตรวจเลย ก็ยังควรมาตรวจค่ะ การตรวจไม่มีคำว่าสายเกินไป เพียงแต่ยิ่งตรวจช้า โอกาสเจอปัญหาที่ลุกลามแล้วก็มากขึ้น
สำหรับคำถามว่า ตรวจหลังคลอดห้ามเกินกี่เดือน ไม่มีเส้นตายตายตัวค่ะ แต่แนวทางมาตรฐานแนะนำให้ตรวจภายใน 6 สัปดาห์ และอย่างช้าไม่ควรเกิน 12 สัปดาห์ (3 เดือน) หลังคลอดค่ะ
ตรวจหลังคลอด ตรวจอะไรบ้าง
การตรวจหลังคลอดที่ครบถ้วนตามมาตรฐานสูตินรีเวช ประกอบด้วย 6 ส่วนหลักดังนี้ค่ะ
1. ตรวจร่างกายทั่วไปและสัญญาณชีพ
ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต ตรวจภาวะซีดจากการเสียเลือดตอนคลอด คุณแม่ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษหรือเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จะได้รับการติดตามค่าความดันและน้ำตาลต่อเนื่องในนัดนี้ด้วย
2. ตรวจแผลคลอด แผลฝีเย็บหรือแผลผ่าคลอด
คุณหมอจะตรวจว่าแผลสมานดี ไม่มีการอักเสบ ติดเชื้อ หรือแผลแยก คุณแม่คลอดธรรมชาติจะได้รับการตรวจแผลฝีเย็บ ส่วนคุณแม่ผ่าคลอดจะได้รับการประเมินแผลหน้าท้องและพังผืด
3. ตรวจภายในหลังคลอด
หัวใจของการตรวจหลังคลอด คุณหมอจะตรวจช่องคลอด ปากมดลูก และขนาดมดลูก เพื่อยืนยันว่ามดลูกเข้าอู่สมบูรณ์ ไม่มีเศษรกค้าง ไม่มีการติดเชื้อ และผนังช่องคลอดฟื้นตัวดี
4. ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
ช่วงหลังคลอดคือจังหวะที่ดีในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพราะคุณแม่หลายคนไม่ได้ตรวจมานานตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ปัจจุบันมีทั้งแบบ Liquid-based cytology (ตรวจความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก) และตรวจ HPV DNA (ตรวจหาเชื้อ HPV 14 สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง ต้นเหตุของมะเร็งปากมดลูก)
5. วางแผนคุมกำเนิด
คุณแม่สามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้เร็วกว่าที่คิด แม้ยังให้นมลูกอยู่ คุณหมอจะแนะนำวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะกับคุณแม่ให้นม เช่น ยาฝังคุมกำเนิด ห่วงอนามัย หรือยาฉีดคุมกำเนิด
6. ประเมินสุขภาพใจ
คุณหมอจะพูดคุยคัดกรองภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) ซึ่งต่างจากอาการเศร้าเบบี้บลูส์ทั่วไปตรงที่รุนแรงกว่าและนานกว่า 2 สัปดาห์ หากพบสัญญาณจะได้ดูแลตั้งแต่ระยะแรกค่ะ
ตรวจภายในหลังคลอด เจ็บไหม? ขั้นตอนเป็นอย่างไร
คำตอบตรงๆคือส่วนใหญ่ไม่เจ็บ อาจรู้สึกตึงหรือหน่วงเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ และใช้เวลาตรวจเพียง 5–10 นาที
คุณแม่หลายคนกังวลว่าเพิ่งคลอดมา แผลยังไม่หายสนิท ตรวจภายในจะเจ็บมากไหม ความจริงคือคุณหมอจะตรวจอย่างนุ่มนวลและประเมินสภาพแผลก่อนเสมอ หากแผลฝีเย็บยังบอบบาง คุณหมอจะปรับวิธีตรวจให้เหมาะสม ความรู้สึกโดยรวมใกล้เคียงกับการตรวจภายในประจำปีทั่วไป
ขั้นตอนการตรวจภายในหลังคลอดมีดังนี้
ซักประวัติ อาการ น้ำคาวปลา และการให้นม
ตรวจดูแผลฝีเย็บหรือแผลผ่าคลอดภายนอก
ใช้เครื่องมือถ่างขยายตรวจช่องคลอดและปากมดลูก
คลำหน้าท้องประเมินขนาดและตำแหน่งมดลูก
เก็บตัวอย่างเซลล์ปากมดลูก (กรณีตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกร่วมด้วย)
ที่ happybirth clinic การตรวจภายในทุกเคสตรวจโดยสูตินรีแพทย์หญิง คุณแม่ที่เขินหรือไม่สะดวกใจกับคุณหมอผู้ชายจึงสบายใจได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าห้องตรวจค่ะ
ผ่าคลอด ต้องตรวจหลังคลอดไหม? ต่างจากคลอดธรรมชาติอย่างไร
ต้องตรวจเหมือนกันค่ะ คุณแม่ผ่าคลอดหลายคนเข้าใจว่าไม่มีแผลฝีเย็บก็ไม่ต้องตรวจภายใน แต่ความจริงมดลูกของคุณแม่ผ่าคลอดก็ต้องเข้าอู่ น้ำคาวปลาก็มีเหมือนกัน และความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อหรือเศษรกค้างก็ยังมีอยู่
สิ่งที่ต่างกันคือจุดที่คุณหมอให้น้ำหนัก สำหรับคุณแม่คลอดธรรมชาติ คุณหมอจะเน้นตรวจแผลฝีเย็บและการฟื้นตัวของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยนัดตรวจครั้งหลักอยู่ที่ช่วง 4–6 สัปดาห์หลังคลอด หรือเร็วกว่านั้นหากมีอาการผิดปกติ
ส่วนคุณแม่ผ่าคลอด คุณหมอจะเน้นดูแผลผ่าตัดหน้าท้องและการสมานของแผลเป็นหลัก จึงมักมีนัดดูแผลตั้งแต่ช่วง 7 วันแรก แล้วนัดตรวจหลังคลอดแบบเต็มรูปแบบอีกครั้งในช่วง 4–6 สัปดาห์ ซึ่งการตรวจภายในก็ยังจำเป็นเหมือนคลอดธรรมชาติทุกอย่าง
อีกเรื่องที่สำคัญเป็นพิเศษสำหรับคุณแม่ผ่าคลอดคือการวางแผนเว้นระยะครรภ์ถัดไป โดยควรเว้นอย่างน้อย 18–24 เดือน เพื่อให้แผลมดลูกแข็งแรงเต็มที่ก่อนตั้งครรภ์อีกครั้ง การปรึกษาเรื่องคุมกำเนิดในนัดตรวจหลังคลอดจึงไม่ควรข้ามค่ะ
ตรวจหลังคลอดที่ไหนได้บ้าง? ตรวจที่คลินิกได้ไหม?
ตรวจหลังคลอดได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน อนามัย/รพ.สต. และตรวจได้ที่คลินิกสูตินรีเวช แน่นอนค่ะ และไม่จำเป็นต้องกลับไปตรวจที่โรงพยาบาลที่คลอดเสมอไป
แต่ละทางเลือกเหมาะกับคนละสถานการณ์
โรงพยาบาลที่คลอด ข้อดีคือมีประวัติการคลอดครบ เหมาะกับเคสที่มีภาวะแทรกซ้อนตอนคลอด
อนามัย / รพ.สต. ใช้สิทธิได้ ค่าใช้จ่ายต่ำ แต่การตรวจอาจไม่ครอบคลุมถึงอัลตราซาวด์หรือคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแบบละเอียด
คลินิกสูตินรีเวชเฉพาะทาง ตรวจโดยสูตินรีแพทย์โดยตรง คิวไม่นาน เลือกเวลานัดได้ และมักตรวจได้ครบในครั้งเดียวทั้งตรวจภายใน อัลตราซาวด์ และคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
หากคุณแม่มองหาคลินิกตรวจหลังคลอดในกรุงเทพฯ happybirth คลินิกเฉพาะทางสูตินรีเวช มีให้เลือก 4 สาขา ได้แก่
เปิดให้บริการทุกวัน ทุกสาขาตรวจโดยสูตินรีแพทย์หญิง เดินทางสะดวก ไม่ต้องรอคิวยาวเหมือนโรงพยาบาลใหญ่ค่ะ แนะนำให้เช็กคิวทางไลน์ @happybirth หรือโทรศัพท์ 081-442-9355 คุณหมอและเจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมดูแลคุณทุกวันค่ะ
ตรวจหลังคลอด ราคาเท่าไหร่? ใช้ประกันสังคมได้ไหม
ค่าตรวจหลังคลอดขึ้นกับรายการตรวจ โดยทั่วไปการตรวจที่โรงพยาบาลตามสิทธิ (บัตรทอง/ประกันสังคม) มักรวมอยู่ในสิทธิการคลอดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ส่วนการตรวจที่คลินิกเอกชนเป็นการชำระเอง แลกกับความสะดวก คิวเร็ว และรายการตรวจที่ละเอียดกว่า
ที่ happybirth clinic มีแพ็กเกจตรวจหลังคลอด ราคารวมค่าบริการแล้ว ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ตรวจโดยสูตินรีแพทย์หญิง และรวมการตรวจสุขภาพพร้อมวางแผนครอบครัวในครั้งเดียวค่ะ

เช็กลิสต์การดูแลตัวเองหลังคลอด 3 อย่างสำหรับคุณแม่
การดูแลตัวเองหลังจากคลอดลูกเป็นสิ่งที่คุณแม่หลายคนอาจจะละเลย คุณแม่หลังคลอดบางคนอาจจะมัวแต่ดูแลลูกน้อยที่เพิ่งเกิด ลืมให้เวลาดูแลตนเอง ซึ่งอาจทำให้คุณแม่มีสุขภาพร่างกายที่แย่ลง จนในที่สุดทำให้ดูแลลูกน้อยได้อย่างไม่เต็มที่ หรือป่วยเป็นไข้หวัดจนแพร่ไปสู่ลูกน้อยได้ โดย 3 อย่างที่ต้องให้ความสำคัญในการดูแลตัวเองหลังคลอด มีดังนี้
1. เช็กอัพ ดูแลสุขภาพหลังคลอดกับคุณหมอ
หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้ว คุณแม่ก็ยังจำเป็นที่จะต้องไปพบคุณหมออยู่นะคะ เพราะคุณหมอจะตรวจสุขภาพร่างกายของคุณแม่ พร้อมจ่ายยาบำรุง และให้คำแนะนำต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่กลับมาฟื้นตัวเป็นปกติได้เร็วขึ้น และเลี้ยงดูลูกน้อยอย่างเหมาะสม โดยทั่วไปสิ่งที่คุณแม่ต้องทำหลังคลอดบุตร มีดังนี้
มาพบคุณหมอสูตินรีแพทย์ เพื่อตรวจดูแผลคลอด หรือแผลผ่าคลอด ซึ่งสามารถไปดูแผลที่โรงพยาบาล หรือมาตรวจที่คลินิกก็ได้ ถ้าเดินทางไม่สะดวก ก็มาคลินิกที่ฝากท้อง หรือ คลินิกสูตินรีเวชใกล้บ้านได้เลย
ตรวจภายใน และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงทุกคนต้องตรวจภายในเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว คุณแม่ที่เพิ่งคลอดก็จะครบรอบที่ต้องตรวจภายในประจำปีพอดี
ปรึกษาสูตินรีแพทย์เรื่องการคุมกำเนิดที่เหมาะสม การคุมกำเนิดมีหลายวิธี แต่คุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรจะไม่แนะนำให้ใช้ยาคุมกำเนิดแบบฉีด 3 เดือน เพราะจะมีผลกับน้ำนม ทำให้น้ำนมแห้งได้ค่ะ
ปรึกษาคุณหมอเรื่องการดูแลทารกแรกเกิด ตั้งแต่การให้น้ำนม รวมถึงการรับวัคซีนที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น ตัวลูกน้อย หรือคุณแม่เอง โดยคุณแม่จะได้รับวัคซีนบาดทะยักเข็มที่สาม (ในรายที่ยังได้รับไม่ครบ) และได้รับยาบำรุงหลังคลอดด้วยค่ะ
ทั้งนี้รายการต่างๆ อาจจะแตกต่างกันในคุณแม่แต่ละคน แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอ และอย่าลืมนำสมุดฝากครรภ์สีชมพูมาด้วยนะคะ
2. สังเกต ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองอยู่เสมอ
นอกจากการไปตรวจหลังคลอดกับคุณหมอแล้ว หลังจากที่กลับมาพักที่บ้าน คุณแม่จะต้องดูแลสุขภาพหลังคลอดของตนเองในแต่ละวันให้เหมาะสมด้วย โดยเรื่องสำคัญที่ต้องสังเกตและดูแล จะมีอยู่ 6 เรื่องหลัก ๆ ดังนี้ค่ะ
1. แผลคลอด
ในกรณีที่คลอดธรรมชาติ คุณหมอจะเย็บแผลด้วยไหมละลาย ซึ่งหลังจากคลอดไปประมาณ 7 วัน แผลก็จะหายดี อย่างไรก็ตาม คุณแม่อาจจะรู้สึกเจ็บที่แผลฝีเย็บประมาณ 2 - 3 สัปดาห์หลังคลอด ซึ่งเป็นอาการปกติที่พบได้ทั่วไปค่ะ
สำหรับวิธีการดูแลแผลฝีเย็บนั้น ให้ทำความสะอาดด้วยน้ำและสบู่เหลว โดยทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง เพื่อที่จะได้ไม่นำเชื้อโรคจากทวารหนักมาสู่แผลได้ค่ะ และหลังจากทำความเสร็จแล้วจะต้องซับด้วยผ้าสะอาดให้แห้งทันที และควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ ด้วยค่ะ
2. น้ำคาวปลา
น้ำคาวปลาก็คือน้ำคร่ำที่ปนมากับเลือดที่ออกจากแผลในมดลูก โดยจะไหลออกมาทางช่องคลอดค่ะ โดยลักษณะของน้ำคาวปลาที่ปกตินั้น ในช่วง 3 วันแรกจะมีสีแดงเข้ม และหลังจากนั้นสีจะค่อย ๆ จางลงจนคล้ายกับสีน้ำล้างหน้า แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นมูกสีเหลืองตามปกติภายใน 2 - 3 สัปดาห์ค่ะ
อย่างไรก็ตาม หากน้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น หรือมีสีแดงสดตลอด 15 วันหลังคลอด ถือว่าเป็นลักษณะของน้ำคาวปลาที่ผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และเข้ารับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุดค่ะ
3. มดลูกเข้าอู่
ในระหว่างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ มดลูกจะมีการขยายใหญ่ขึ้นกว่าปกติ แต่หลังจากที่คลอดลูกแล้ว มดลูกก็จะหดตัวลงจนมีขนาดปกติ และกลับเข้าสู่ตำแหน่งในอุ้งเชิงกราน เราเรียกกระบวนการนี้ว่า “มดลูกเข้าอู่” ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ค่ะ โดยในระหว่างที่มดลูกเข้าอู่คุณแม่อาจจะมีอาการปวดมดลูกได้ แต่สามารถบรรเทาอาการด้วยยาแก้ปวดได้ค่ะ
4. เต้านมและน้ำนม
หลังจากที่คลอดลูกแล้ว โดยทั่วไปคุณแม่จะมีขนาดเต้านมใหญ่ขึ้น และมีอาการคัดตึงเต้านมในวันที่ 2 และ 3 ซึ่งเกิดจากการที่ต่อมน้ำนมเริ่มผลิตน้ำนม
ในระหว่างนั้น เวลาที่คุณแม่อาบน้ำ จะต้องงดฟอกสบู่บริเวณลานนมเพื่อให้น้ำมันธรรมชาติที่ผิวสร้างขึ้นยังคงอยู่ ซึ่งจะช่วยลดความเจ็บขณะที่ลูกดูดนมได้มาก และควรพยายามให้ลูกเข้าเต้า และดูดนมบ่อย ๆ เพื่อกระตุ้นให้สร้างน้ำนมได้เร็วขึ้นค่ะ
และถ้าหากคุณแม่มีน้ำนมไหลแล้ว ควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบเต้านมก่อนให้นมลูก เพื่อกระตุ้นให้การไหลเวียนเลือดบริเวณเต้านมดีขึ้น น้ำนมไหลได้ดีขึ้น และบรรเทาอาการคัดตึงเต้านมได้ค่ะ และหลังจากที่ให้นมลูกแล้ว ควรใช้สำลีชุบน้ำต้มสุกทำความสะอาดหัวนมและลานนมทุกครั้งค่ะ
5. การรับประทานอาหาร
คุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เหมือนกับช่วงที่อยู่ในระยะการตั้งครรภ์ โดยจะต้องเน้นการรับประทานผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ นม เพื่อช่วยให้เซลล์ในร่างกายซ่อมแซมและฟื้นฟูได้เร็วขึ้น และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทแป้ง ไขมันสูง ของหมักดอง ชา กาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ค่ะ
ในส่วนของการรับประทานยารักษาโรคนั้น จะต้องปรึกษาคุณหมอทุกครั้งก่อนใช้ยา เพราะยาบางชนิดสามารถหลั่งออกทางน้ำนม ซึ่งอาจทำให้ลูกน้อยได้รับยาและทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ค่ะ
6. การพักผ่อน
หลังจากที่คุณหมออนุญาตให้คุณแม่กลับบ้านได้แล้ว คุณพ่อและคุณแม่จะต้องปรับตัวกับวิถีชีวิตใหม่ โดยเฉพาะการดูแลลูกน้อยที่หลับ ๆ ตื่น ๆ และต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้คุณแม่เหนื่อยล้า หรืออ่อนเพลียจนเกินไป คุณพ่อและคุณแม่จะต้องมีการจัดสรรเวลาในการดูแลลูกน้อย และช่วงระยะเวลาที่คุณแม่จะได้พักผ่อนให้เพียงพอค่ะ
3. ดูแลสุขภาพจิต อารมณ์ และจิตใจ
หลังจากที่คลอดลูกใหม่ ๆ ระดับฮอร์โมนในร่างกายของคุณแม่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งคุณแม่ยังต้องรับมือกับสิ่งต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น อาการอ่อนเพลียจากการคลอด ความกังวลใจกับสรีระร่างกายของตนเอง หรือการเลี้ยงลูกน้อยที่หลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดเวลา ซึ่งอาจทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ รู้สึกเครียด หรือหงุดหงิด จนอาจนำไปสู่การเป็น “ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด” ได้ค่ะ
ถ้าหากคุณแม่มีอาการเหล่านี้
อารมณ์แปรปรวน หรือวิตกกังวลอย่างหนัก
รู้สึกว่าตนเองเป็นแม่ที่ดีไม่พอ หรือไม่รู้สึกผูกพันกับบุตร
ร้องไห้บ่อย หรือรู้สึกสิ้นหวังจนคิดถึงเรื่องการทำร้ายตัวเอง ทำร้ายบุตร หรืออยากฆ่าตัวตาย
ไม่อยากรับประทานอาหาร หรือรับประทานอาหารมากผิดปกติ
รู้สึกอ่อนล้า ไม่มีความสุขกับเรื่องที่เคยชอบ
นอนไม่หลับ หรือนอนหลับมากเกินไป
รู้สึกสับสน ไม่มีสมาธิ หรือแยกตัวจากคนในครอบครัว
นั่นอาจเป็นสัญญาณของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้ แนะนำให้คุณแม่รีบไปปรึกษาสูตินรีแพทย์ที่ให้การดูแลโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้รับการดูแลรักษาอย่าทันท่วงที อีกทั้งคุณหมอจะให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองหลังคลอดอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่หายจากการเป็นภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้ค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจหลังคลอด (FAQ)
ตรวจหลังคลอดเจ็บไหม?
👩🏻⚕️ ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ อาจรู้สึกตึงหรือหน่วงเล็กน้อยขณะตรวจภายในค่ะ คุณหมอจะประเมินสภาพแผลก่อนและตรวจอย่างนุ่มนวล ใช้เวลาเพียง 5–10 นาที
ตรวจหลังคลอดห้ามเกินกี่เดือน?
👩🏻⚕️ แนะนำให้ตรวจภายใน 4–6 สัปดาห์หลังคลอด และไม่ควรเกิน 3 เดือน แต่หากเลยมาแล้วก็ยังควรมาตรวจ ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเช็คสุขภาพหลังคลอดค่ะ
ไม่ตรวจหลังคลอดได้ไหม อันตรายไหม?
👩🏻⚕️ ไม่แนะนำให้ข้ามค่ะ เพราะภาวะแทรกซ้อนอย่างมดลูกเข้าอู่ไม่สมบูรณ์ การติดเชื้อ หรือเศษรกค้าง มักไม่แสดงอาการชัดในช่วงแรก การตรวจหลังคลอดช่วยดักจับปัญหาเหล่านี้ก่อนลุกลาม และเป็นโอกาสวางแผนคุมกำเนิดก่อนตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจค่ะ
ตรวจหลังคลอดต้องเอาลูกไปด้วยไหม?
👩🏻⚕️ ไม่จำเป็นค่ะ การตรวจหลังคลอดเป็นการตรวจของคุณแม่ หากไม่มีคนช่วยดูลูกก็พาลูกมาด้วยได้ แต่แนะนำมีผู้ติดตามมาช่วยอุ้มระหว่างคุณแม่เข้าตรวจ ส่วนนัดตรวจของทารกเป็นคนละนัดกับกุมารแพทย์ค่ะ
น้ำคาวปลายังไม่หมด ตรวจหลังคลอดได้ไหม?
👩🏻⚕️ ตรวจได้ค่ะ ปกติน้ำคาวปลาจะหมดภายใน 4–6 สัปดาห์ ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงนัดตรวจพอดี หากถึงวันนัดแล้วยังมีน้ำคาวปลาอยู่ ยิ่งควรมาตรวจ เพราะคุณหมอจะได้ประเมินว่าเป็นการฟื้นตัวปกติหรือมีเศษรกค้าง
ตรวจหลังคลอดต้องใช้สมุดสีชมพูไหม?
👩🏻⚕️ ควรนำสมุดฝากครรภ์ (สมุดสีชมพู) มาด้วยหากมีนะคะ เพราะมีประวัติการตั้งครรภ์และการคลอดครบถ้วน แต่หากไม่มีหรือทำหาย ก็ตรวจได้ตามปกติ เพียงแจ้งประวัติการคลอดกับคุณหมอค่ะ
ตรวจหลังคลอดที่คลินิกได้ไหม หรือต้องไปโรงพยาบาลที่คลอด?
👩🏻⚕️ ตรวจที่คลินิกสูตินรีเวชได้ ไม่จำเป็นต้องกลับไปโรงพยาบาลที่คลอด ข้อดีคือคิวเร็วกว่าและเลือกเวลานัดได้ ยกเว้นเคสที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงตอนคลอด แนะนำติดตามกับโรงพยาบาลเดิมที่มีประวัติครบค่ะ
สรุป: ตรวจหลังคลอดคือนัดสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรข้าม
จะเห็นได้เลยว่าสามารถทำตามได้ไม่ยากเลย คุณแม่ตั้งครรภ์ท่านใดที่กำลังจะคลอดบุตรเร็ว ๆ นี้ ก็อย่าลืมวางแผนให้ดี รับรองว่าการดูแลสุขภาพหลังคลอดและดูแลลูกน้อยจะต้องผ่านไปได้อย่างราบรื่นแน่นอน!
และสิ่งสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการดูแลโดยสูตินรีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ นอกจากการดูแลสุขภาพด้วยตัวเองในเบื้องต้นแล้ว คุณแม่ทุกคนอย่าลืมที่จะไปตรวจหลังคลอด ตรวจภายใน ตรวจมะเร็งปากมดลูก รวมถึงวางแผนการคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น การฉีดยาคุม ฝังยาคุม หรือใส่ห่วงคุมกำเนิดด้วยนะคะ เพื่อการดูแลสุขภาพหลังคลอดอย่างครบถ้วนและครอบคลุมที่สุดค่ะ
หากคุณแม่กำลังมองหาที่ตรวจหลังคลอดที่สะดวก ไม่ต้องรอคิวนาน และตรวจโดยสูตินรีแพทย์หญิงทุกเคส happybirth clinic พร้อมดูแลคุณแม่ที่ทั้ง 4 สาขา ได้แก่
เปิดให้บริการทุกวัน ทุกสาขาตรวจโดยสูตินรีแพทย์หญิง เดินทางสะดวก ไม่ต้องรอคิวยาวเหมือนโรงพยาบาลใหญ่ค่ะ แนะนำให้เช็กคิวทางไลน์ @happybirth หรือโทรศัพท์ 081-442-9355 ค่ะ


