top of page
  • รูปภาพนักเขียนพญ. ฐิติพรรณ ชยวงศ์รุ่งเรือง (หมอชะเอม)

วางแผนครอบครัว เลือกคุมกำเนิดแบบไหนดีที่สุด

อัปเดตเมื่อ 28 มี.ค.


วางแผนครอบครัว เลือกคุมกำเนิดแบบไหนดีที่สุด

สำหรับครอบครัวไหนที่ยังไม่พร้อมจะมีลูกในเร็ว ๆ นี้ หรือบ้านไหนที่มีลูกแล้ว ไม่ต้องการมีลูกเพิ่มอีก แล้วกำลังมองหาวิธีคุมกำเนิดอยู่ แต่ไม่รู้ว่าควรเลือกคุมกำเนิดแบบไหนดีที่สุด แฮปปี้เบิร์ธคลินิกจะพาสาว ๆ ไปทำความรู้จักกับวิธีคุมกำเนิดแต่ละแบบเอง รับรองว่าอ่านจบแล้ว สามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองได้แน่นอนค่ะ


การคุมกำเนิดมีกี่ประเภท

โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่งการคุมกำเนิดออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ การคุมกำเนิดชั่วคราว และการคุมกำเนิดถาวร แต่ละประเภทจะมีรายละเอียดแตกต่างกันดังนี้ค่ะ


1. การคุมกำเนิดชั่วคราว

การคุมกำเนิดชั่วคราว คือ การคุมกำเนิดที่เมื่อหยุดทำแล้ว จะสามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้อีกครั้ง มีให้เลือกหลายวิธีค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การใช้ถุงยางอนามัย การรับประทานยาคุมกำเนิด การฝังยาคุม การฉีดยาคุม หรือการใช้ห่วงคุมกำเนิด เป็นต้น  


2. การคุมกำเนิดถาวร

สำหรับครอบครัวไหนที่วางแผนจะไม่มีลูกเพิ่ม หรือมีลูกอยู่แล้ว แต่ไม่อยากมีเพิ่มอีก สามารถเลือกคุมกำเนิดแบบถาวร หรือที่เรียกว่า “ทำหมัน” ได้ค่ะ ซึ่งเป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หลังทำเสร็จแล้ว จะไม่สามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้อีกค่ะ 


เลือกคุมกำเนิดแบบไหนดีที่สุด

เพื่อให้สาว ๆ สามารถเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับตัวเองได้ แฮปปี้เบิร์ธคลินิกจะพาไปเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของการคุมกำเนิดแต่ละวิธี จะน่าสนใจแค่ไหน ตามไปดูกันเลยค่ะ



เลือกคุมกำเนิดแบบไหนดีที่สุด


การฝังยาคุมกำเนิด 

การฝังยาคุมกำเนิด เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว โดยจะเป็นการฝังหลอดบรรจุฮอร์โมน ขนาดความยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ลงไปที่ใต้ชั้นผิวหนังบริเวณใต้ท้องแขนค่ะ โดยยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ และปรับระบบสืบพันธ์ุของเพศหญิงให้ยากต่อการปฏิสนธิมากขึ้น เช่น ทำให้มูกบริเวณปากมดลูกเหนียวข้นจนเชื้ออสุจิเคลื่อนผ่านเข้าไปในมดลูกยากขึ้น หรือทำให้โพรงมดลูกไม่เหมาะสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อนค่ะ 


ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้

  • การฝังยาคุมกำเนิด มีโอกาสพลาดท้องอยู่ที่ 0.05% หรือ 1 ใน 2,000 คน


ข้อดีของการฝังยาคุมกำเนิด

  • มีให้เลือกแบบคุมกำเนิดได้ 3 ปี (Implanon NXT) และ 5 ปี (Jadelle)

  • ไม่ส่งผลข้างเคียงต่อระดับฮอร์โมน หรือระบบการทำงานของร่างกาย

  • ไม่ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณของน้ำนม

  • ไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

  • อาจใช้รักษาอาการเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) และลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และมะเร็งไข่ได้ 


ข้อเสียของการฝังยาคุมกำเนิด

  • อาจทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ มากะปริดกะปรอย

  • ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

  • อาจมองเห็นหลอดยาที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง  


การฉีดยาคุมกำเนิด

การฉีดยาคุมกำเนิด คือ การฉีดยาฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ และปรับระบบสืบพันธุ์ในร่างกายของเพศหญิงให้ยากต่อการปฏิสนธิมากขึ้นเช่นกัน โดยจะนิยมฉีดยาเข้าที่ชั้นกล้ามเนื้อ บริเวณต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง หรือสะโพก และมีระยะเวลาในการคุมกำเนิดทั้งแบบ 1 เดือน และ 3 เดือน 


ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้

  • การฉีดยาคุมกำเนิด มีโอกาสพลาดท้องอยู่ที่ 0.2% หรือ 1 ใน 500 คน


ข้อดีของการฉีดยาคุมกำเนิด

  • มีคุณสมบัติในการคุมกำเนิดที่ตรงจุด 

  • สามารถฉีดคุมกำเนิดในคุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรได้โดยไม่ส่งผลเสียต่อคุณภาพน้ำนม

  • ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้

  • ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคประจำตัวบางโรคได้


ข้อเสียของการฉีดยาคุมกำเนิด 

  • อาจส่งผลกระทบต่อระดับฮอร์โมน และระบบการทำงานของร่างกาย เช่น ทำให้มีรอยฝ้า สิว และมีอารมณ์แปรปรวน 

  • มีส่วนทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ โดยเฉพาะในการฉีดยาคุมกำเนิดแบบ 3 เดือน

  • ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้  


การใช้ยาคุมกำเนิดแบบเม็ด

ยาคุมกำเนิดแบบเม็ด คือ การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวด้วยการรับประทานยาคุมกำเนิด ซึ่งจะมีให้เลือกอยู่ 2 ชนิดหลัก ๆ ได้แก่ ชนิดฮอร์โมนเดี่ยวที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) และชนิดฮอร์โมนรวมที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน จัดเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้น ๆ ค่ะ


ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้

  • การใช้ยาคุมกำเนิดแบบเม็ด ทั้งแบบฮอร์โมนเดี่ยวและฮอร์โมนรวม จะมีโอกาสพลาดท้องอยู่ที่ 9% หรือ 1 ใน 11 คน


ข้อดีของการใช้ยาคุมกำเนิดแบบเม็ด

  • มีความสะดวก รวดเร็วในการคุมกำเนิด 

  • สามารถหาซื้อยาคุมกำเนิดแบบเม็ดได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป 

  • เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเจ็บตัวจากการฉีด หรือฝังยาคุมกำเนิด


ข้อเสียของการใช้ยาคุมกำเนิดแบบเม็ด

  • มีผลข้างเคียงสูง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นต้น 

  • ต้องรับประทานให้ถูกต้องตามชนิดยาคุมกำเนิดชนิดนั้น ๆ และมีวินัย เพื่อประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงสุด

  • อาจส่งผลให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ  


การใส่ห่วงคุมกำเนิด

การใส่ห่วงคุมกำเนิด หรือห่วงอนามัย จะมีให้เลือกอยู่ 2 แบบหลัก ๆ ค่ะ ได้แก่ 

  • ห่วงอนามัยหุ้มสารทองแดง จะทำงานปล่อยสารทองแดงในรูปประจุที่เป็นพิษต่อตัวอสุจิและไข่ ทำให้ตัวอสุจิในโพรงมดลูกไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ และทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมสำหรับฝังตัวอ่อน แต่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

  • ห่วงอนามัยที่มีฮอร์โมน จะเข้าไปกดการเจริญเติบโตของเยื่อบุโพรงมดลูก ทำให้ไม่สามารถฝังตัวอ่อนได้ และทำให้มูกบริเวณปากมดลูกข้นเหนียว ทำให้อสุจิเคลื่อนไหวลำบาก แต่ไม่สามารถยับยั้งการตกไข่ได้ เพราะมีปริมาณฮอร์โมนไม่เพียงพอ


ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้

  • การคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัยที่มีฮอร์โมน มีโอกาสพลาดท้องอยู่ที่ 0.2% หรือ 1 ใน 500 คน ส่วนห่วงอนามัยหุ้มสารทองแดง จะมีโอกาสพลาดท้องอยู่ที่ 0.8% หรือ 1 ใน 125 คน


ข้อดีของการใส่ห่วงทองแดงคุมกำเนิด

  • มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดยาวนานมาก 3 - 10 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของห่วงอนามัย

  • ช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ หรือโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ 

  • ลังยุติการใช้ สามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้ตามปกติโดยไม่ต้องรอระยะเวลาฟื้นตัว  

ข้อเสียของการใสห่วงทองแดงคุมกำเนิด 

  • จำเป็นต้องมีการตรวจภายในก่อนใส่ห่วงทองแดง เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย

  • ขณะใส่และถอดห่วงอนามัย อาจมีเลือดออก หรือเจ็บบริเวณจุดที่สอดใส่เล็กน้อย 

  • อาจส่งผลให้ประจำเดือนมามาก และนานกว่าปกติ 


การใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด 

เป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ไม่ต้องเจ็บตัว หรือต้องกังวลกับผลข้างเคียงของยา เพียงนำแผ่นแปะมาแปะบริเวณสะโพก หน้าท้อง แผ่นหลังช่วงบน หรือต้นแขนด้านนอก ตัวยาก็จะซึมเข้าสู่ผิวหนัง สู่กระแสเลือดเพื่อออกฤทธิ์ช่วยคุมกำเนิดได้ค่ะ


ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้

  • การใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด มีโอกาสพลาดท้องอยู่ที่ 9% หรือ 1 ใน 11 คน


ข้อดีของการใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด

  • มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง เทียบเท่ากับยาคุมกำเนิดแบบเม็ด 

  • เหมาะสำหรับผู้ที่กังวลผลข้างเคียงของยา หรือกลัวเจ็บตัวเพราะเข็มฉีดยา

  • หากหยุดใช้ สามารถมีบุตรได้ทันทีภายใน 1-2 รอบเดือน


ข้อเสียของการใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด

  • จำเป็นต้องเปลี่ยนแผ่นแปะทุก ๆ สัปดาห์ และเว้นแปะช่วงที่มีประจำเดือน

  • อาจรู้สึกไม่สบายตัว มีอาการคันระคายเคืองบริเวณที่แปะแผ่นแปะคุมกำเนิด

  • ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้


การใช้ถุงยางอนามัย 

ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะไม่เพียงแต่จะสะดวก เรียบง่าย และคุมกำเนิดได้ดีแล้ว ยังสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วยหากใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธี 


ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้

  • การใช้ถุงยางอนามัยชาย มีโอกาสพลาดท้องอยู่ที่ 18% หรือ 1 ใน 5 คน ส่วนถุงยางอนามัยหญิง  มีโอกาสพลาดท้องอยู่ที่ 21% หรือ 1 ใน 4.7 คน


ข้อดีของการใช้ถุงยางอนามัยคุมกำเนิด

  • ช่วยคุมกำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • สามารถช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ 


ข้อเสียของการใช้ถุงยางอนามัยคุมกำเนิด

  • จำเป็นต้องใส่ให้ถูกวิธีเพื่อประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด 

  • อาจทำให้การสัมผัสทางเพศลดลง 

  • อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองในช่องคลอดของผู้หญิง  


การคุมกำเนิดแบบถาวร หรือการทำหมัน

การทำหมันจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ การทำหมันชาย และทำหมันหญิง มีรายละเอียดดังนี้ค่ะ


การทำหมันชาย

การทำหมันในเพศชายจะเป็นการผูก หรือตัดท่ออสุจิ เพื่อให้อสุจิที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นไม่สามารถเดินทางออกมาและปฏิสนธิกับรังไข่ได้ แต่ทั้งนี้การทำหมันชายไม่ได้ทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลงแต่อย่างได้ สามารถมีอารมณ์ทางเพศ หรือมีการหลั่งน้ำอสุจิได้ตามปกติ


ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้

  • การทำหมันชาย มีโอกาสพลาดท้องอยู่ที่ 0.15% หรือ 1 ใน 666 คน


ข้อดีของการทำหมันชาย

  • วิธีคุมกำเนิดที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว

  • สามารถทำหมันได้โดยไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นหลังทำ

  • มีค่าใช้จ่ายน้อย 

  • ไม่ส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศ หรือฮอร์โมนเพศชาย


ข้อเสียของการทำหมันชาย

  • อาจมีภาวะแทรกซ้อนไม่พึงประสงค์ เช่น มีเลือดคั่งในอัณฑะ มีการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด

  • อาจทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง หรือมีเลือดออกขณะหลั่งอสุจิได้   

การทำหมันหญิง

การทำหมันในเพศหญิงจะเป็นการผูกท่อนำไข่ และมีการตัดท่อนำไข่บางส่วนออก เพื่อไม่ให้ไข่เดินทางไปยังโพรงมดลูกและเกิดการปฏิสนธิได้ โดยการทำหมันในเพศหญิงสามารถทำได้ 2 วิธีด้วยกัน คือการทำหมันเปียก หรือทำช่วงหลังคลอดบุตรทันที และการทำหมันแห้ง หรือการทำหมันในช่วงเวลาปกติ


ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้

  • การทำหมันหญิง มีโอกาสพลาดท้องอยู่ที่ 0.5% หรือ 1 ใน 200 คน


ข้อดีของการทำหมันหญิง

  • มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง

  • มีค่าใช้จ่ายน้อย ประหยัด 

  • ไม่มีผลข้างเคียงต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย

  • ไม่มีผลต่อการให้นมบุตร


ข้อเสียของการทำหมันหญิง

  • อาจมีแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง 

  • ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ 


การคุมกำเนิดแบบถาวร หรือการทำหมัน


สรุปค่ะ

จะเห็นได้ว่า การคุมกำเนิดมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบก็จะมีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกันไป ซึ่งสาว ๆ สามารถเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับตัวเองได้เลยค่ะ แต่สำหรับสาว ๆ คนไหนที่อ่านจบแล้วก็ยังไม่รู้จะเลือกคุมกำเนิดแบบไหนดี ไม่มั่นใจว่าคุมกำเนิดแบบไหนเหมาะสมกับตัวเองที่สุด หรือมีข้อกังวลใจเกี่ยวกับการใช้ยาคุมกำเนิด สามารถนัดหมายเข้ามาพบคุณหมอได้เลยที่ เบอร์โทรศัพท์  081-442-9355 (ตามเวลาทำการคลินิก) และเฟสบุ๊กเพจ happybirth กับหมอชะเอม คลินิกของเราดูแลโดยคุณหมอสูตินรีแพทย์ผู้หญิงและเจ้าหน้าที่ผู้หญิง ไม่ต้องกลัวเขินอายเลยค่ะ

Comments


bottom of page