ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ เตรียมพร้อมก่อนมีลูกอย่างปลอดภัย
- พญ. ฐิติพรรณ ชยวงศ์รุ่งเรือง (หมอชะเอม)

- 6 พ.ค. 2568
- ยาว 3 นาที
อัปเดตเมื่อ 11 พ.ค.
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบโดย พญ. ฐิติพรรณ ชยวงศ์รุ่งเรือง คุณหมอสูตินรีเวชประจำ happybirth clinic

การวางแผนมีบุตรถือเป็นก้าวสำคัญของชีวิตคู่ และหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งคุณพ่อและคุณแม่มีความพร้อมทางด้านร่างกายสำหรับการมีบุตรน้อยที่แข็งแรงสมบูรณ์ สำหรับคู่รักที่กำลังวางแผนจะมีบุตร ในบทความนี้ แฮปปี้เบิร์ธคลินิก คลินิกตรวจภายใน ได้สรุปข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับการตรวจร่างกายก่อนตั้งครรภ์มาให้แล้วค่ะ
ทำไมการตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ถึงสำคัญ
การตรวจร่างกายก่อนตั้งครรภ์เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคู่รักที่วางแผนมีบุตร เพราะการตั้งครรภ์ไม่ได้เริ่มต้นตอนที่ทราบผลว่า "ท้องแล้ว" แต่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ทั้งคู่เตรียมร่างกายให้พร้อม โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำให้คู่รักเข้ารับคำปรึกษา ก่อนตั้งครรภ์ (Preconception Care) เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสที่ทารกจะแข็งแรงสมบูรณ์ตั้งแต่แรกเกิด
การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ช่วยคุณได้ 5 เรื่องสำคัญ ดังนี้ค่ะ
1.ประเมินความพร้อมของร่างกายทั้งคู่ตรวจหาโรคประจำตัวที่อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์ เช่น เบาหวาน ความดัน ไทรอยด์ ที่ต้องคุมให้ stable ก่อนท้อง
2.คัดกรองโรคทางพันธุกรรมโดยเฉพาะธาลัสซีเมีย ซึ่งคนไทย เป็นพาหะประมาณ 30-40% หากทั้งคู่เป็นพาหะ มีโอกาส 25% ที่ลูกจะเป็นโรค
3.ตรวจหาโรคติดต่อที่ส่งผลถึงทารก เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ซิฟิลิส HIV หัดเยอรมัน ที่สามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ตั้งแต่ในครรภ์
4.วางแผนวัคซีนและยาบำรุง บางวัคซีนต้องฉีดก่อนตั้งครรภ์ 1-3 เดือน และกรดโฟลิกต้องเริ่มทาน 1-3 เดือนก่อนท้อง
5.ปรับไลฟ์สไตล์ล่วงหน้า เช่น เลิกบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก เพื่อเพิ่มโอกาส ตั้งครรภ์และลดความเสี่ยงแท้งในช่วงไตรมาสแรก
สำหรับคู่รักที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองมีความเสี่ยงอะไรบ้าง การตรวจครั้งเดียว ครอบคลุมทุกด้านช่วยให้คุณและคุณหมอวางแผนต่อได้อย่างมั่นใจค่ะ
ควรตรวจก่อนตั้งครรภ์เมื่อไหร่ดี
การวางแผนเวลาที่เหมาะสมในการตรวจเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้รายการตรวจค่ะ
โดยทั่วไป แพทย์แนะนำให้ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ล่วงหน้า 3–6 เดือนก่อนเริ่มวางแผน เพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการ:
- รับวัคซีนที่จำเป็น เช่น วัคซีนหัดเยอรมัน (MMR) ที่ต้องเว้นก่อนท้อง 1–3 เดือน
- เริ่มรับประทานกรดโฟลิก 400–800 mcg/วัน อย่างน้อย 1–3 เดือนก่อนตั้งครรภ์
- ปรับพฤติกรรม เช่น ลด-เลิกบุหรี่ แอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
- รักษาโรคประจำตัวให้ stable ก่อนตั้งครรภ์ (เบาหวาน ไทรอยด์ ความดัน)
- วางแผนกรณีพบความผิดปกติ เช่น พาหะธาลัสซีเมีย ต้องปรึกษาแพทย์เพิ่ม
สำหรับว่าที่คุณแม่อายุ 35 ปีขึ้นไป แนะนำให้ตรวจเร็วขึ้น 6–12 เดือน เพราะมีความเสี่ยงต่อโรคทางพันธุกรรมและภาวะมีบุตรยากสูงขึ้นค่ะ
ว่าที่คุณแม่ ก่อนตั้งครรภ์ต้องตรวจอะไรบ้าง

สำหรับว่าที่คุณแม่ การตรวจร่างกายก่อนตั้งครรภ์จะมีหลายรายการที่สำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ มีรายละเอียดดังนี้
ตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไป
การตรวจร่างกายทั่วไปจะช่วยประเมินสุขภาพโดยรวมของว่าที่คุณแม่ โดยจะมีการวัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก ตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจระบบหัวใจและปอด รวมถึงการตรวจเต้านมและช่องท้อง เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์ และวางแผนการดูแลที่เหมาะสม
ตรวจภายในสำหรับคุณแม่
การตรวจภายในเป็นการตรวจอวัยวะในอุ้งเชิงกรานและช่องคลอด เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ หรือการคลอด เช่น ตรวจหาอาการอักเสบ เนื้องอกมดลูก เนื้องอกรังไข่ พังผืด ถุงน้ำรังไข่ และรวมถึงตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วย หากพบความเสี่ยง คุณหมออาจแนะนำให้ทำการตรวจอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่เพิ่มเติมค่ะ
ตรวจเลือด
การตรวจเลือดมีความสำคัญในการประเมินสุขภาพโดยรวม และตรวจหาความเสี่ยงต่าง ๆ โดยจะมีการตรวจหมู่เลือด ตรวจ Rh factor เพื่อประเมินความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ และวางแผนการดูแลที่เหมาะสม โดยเฉพาะในกรณีที่คุณแม่มีหมู่เลือด Rh ลบ และคุณพ่อมีหมู่เลือด Rh บวก ซึ่งอาจต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ
ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น HIV และซิฟิลิส มีความสำคัญมาก เพราะโรคเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก แพทย์จะสามารถให้การรักษาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการติดเชื้อสู่ทารกได้
ตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี
การตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบีเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากพบว่าไม่มีภูมิคุ้มกัน แพทย์จะแนะนำให้รับวัคซีนก่อนการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์และการติดเชื้อสู่ทารกค่ะ
ตรวจหาพาหะธาลัสซีเมีย
การตรวจคัดกรองโรคธาลัสซีเมียมีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยในไทย การตรวจนี้จะช่วยประเมินความเสี่ยงของการมีบุตรที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย และช่วยในการวางแผนการดูแลที่เหมาะสมค่ะ
ตรวจหาภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน
การตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดเยอรมันเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการติดเชื้อในระหว่างตั้งครรภ์อาจส่งผลให้ทารกพิการแต่กำเนิดได้ หากพบว่าไม่มีภูมิคุ้มกัน แพทย์จะแนะนำให้รับวัคซีนก่อนการตั้งครรภ์เช่นกันค่ะ
ว่าที่คุณพ่อ ต้องตรวจอะไรบ้าง
สำหรับว่าที่คุณพ่อ การตรวจสุขภาพก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยจะมีการตรวจพื้นฐานคล้ายกับฝ่ายคุณแม่ แต่อาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง ดังนี้ค่ะ
การตรวจร่างกายทั่วไป
ประเมินสุขภาพโดยรวม วัดความดันโลหิต ตรวจระบบหัวใจและปอด เพื่อค้นหาโรคที่อาจส่งผลต่อการมีบุตรค่ะ
การตรวจเลือดพื้นฐาน
ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด หมู่เลือด และ Rh factor เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการตรวจโรคไวรัสตับอักเสบบี และตรวจภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบีด้วยค่ะ
การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ตรวจหาเชื้อ HIV ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบบี เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คู่สมรสและทารกค่ะ
การตรวจหาพาหะธาลัสซีเมีย
สำคัญมากในการประเมินความเสี่ยงของการมีบุตรที่เป็นโรคธาลัสซีเมียค่ะ
วัคซีนที่ควรฉีดก่อนตั้งครรภ์
วัคซีนบางชนิดไม่สามารถฉีดขณะตั้งครรภ์ได้ เพราะเป็นวัคซีนเชื้อเป็นอ่อน (live attenuated) การฉีดให้ครบก่อนท้องจึงเป็นการปกป้องทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ค่ะ
หัดเยอรมัน (MMR: Measles, Mumps, Rubella)
หากว่าที่คุณแม่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อหัดเยอรมัน แพทย์จะแนะนำให้ฉีดก่อน และเว้นระยะก่อนตั้งครรภ์ 1–3 เดือน หากติดเชื้อหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด (Congenital Rubella Syndrome) ได้ค่ะ
ไวรัสตับอักเสบบี (HBV)
หากตรวจแล้วพบว่าไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรฉีดวัคซีน HBV ครบ 3 เข็ม โดยเว้นระยะเข็มที่ 1 - เข็ม 2 นาน 1 เดือน และเข็ม 2 - เข็ม 3 นาน 5 เดือน เพื่อป้องกันการติดเชื้อและแพร่สู่ลูกในขณะคลอด
อีสุกอีใส (Varicella)
หากไม่เคยเป็นและไม่เคยฉีด ควรฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 สัปดาห์ และเว้นก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือนค่ะ
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) + HPV
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ปลอดภัยทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ ฉีดได้เลย ส่วนวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ ป้องกันมะเร็งปากมดลูก ควรฉีดก่อนตั้งครรภ์ เพราะยังไม่แนะนำให้ฉีดขณะตั้งครรภ์ค่ะ อย่างไรก็ตามหากฉีดไปแล้ว ยังไม่ครบคอร์ส 3 เข็ม แล้วทราบว่าตั้งครรภ์เสียก่อน ก็สามารถฉีดเข็มที่เหลือตอนหลังคลอดได้ค่ะ
เตรียมร่างกาย ปรับไลฟ์สไตล์ก่อนตั้งครรภ์อย่างไร?
นอกจากการตรวจและฉีดวัคซีน การปรับไลฟ์สไตล์ล่วงหน้า 3 เดือน ก่อนวางแผนตั้งครรภ์จะช่วยเพิ่มโอกาสท้อง ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนค่ะ
เริ่มทานกรดโฟลิก (Folic Acid)
ควรรับประทาน 400–800 mcg/วัน ล่วงหน้า อย่างน้อย 1–3 เดือนก่อนตั้งครรภ์ และต่อเนื่องใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงทารกเกิดภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (Neural Tube Defects) เช่น โรคสไปนาไบฟิดา (Spina Bifida)
และทุกแพ็กเกจตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานของ happybirth clinic เรามีโฟลิคและวิตามินรวม สำหรับเตรียมตัวตั้งครรภ์มอบให้ 1 กล่องสำหรับ 1 เดือนค่ะ
ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
ค่า BMI ที่เหมาะกับการตั้งครรภ์คือ 18.5–24.9 kg/m2
ถ้า BMI น้อยกว่า 18.5 มีความเสี่ยงที่ทารกจะมีน้ำหนักน้อย คลอดก่อนกำหนด
ถ้า BMI มากกว่า 25 เพิ่มความเสี่ยงเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ความดัน และมีบุตรยาก
เลิกบุหรี่ จำกัดแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
บุหรี่ ต้องเลิกพร้อมกันทั้งคู่ค่ะ
เพราะบุหรี่ส่งผลต่อการมีบุตรได้ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายชายจะมีคุณภาพอสุจิลดลง ทั้งจำนวน การเคลื่อนที่ และรูปร่าง ส่วนฝ่ายหญิงมีความเสี่ยงแท้ง ในไตรมาสแรกและคลอดก่อนกำหนด รวมไปถึงภาวะครรภ์เป็นพิษสูงขึ้น แนะนำให้เลิกอย่างน้อย 3 เดือนก่อนเริ่มพยายามตั้งครรภ์ และเลิกพร้อมกันทั้งคู่จะช่วยให้สำเร็จง่ายขึ้นค่ะ
แอลกอฮอล์ งดก่อนท้องอย่างน้อย 1 เดือน
ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่ระบุปริมาณแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยขณะตั้งครรภ์ แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลต่อพัฒนาการของทารก จึงแนะนำให้งดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือนก่อนเริ่มวางแผน และงดต่อเนื่องตลอดการตั้งครรภ์และให้นมบุตรค่ะ
คาเฟอีน ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน
คาเฟอีนยังสามารถดื่มได้ปกติ แต่ควรจำกัดปริมาณไม่เกิน200 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากาแฟทั่วไปประมาณ 1 แก้ว การดื่มมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งและทารกน้ำหนักแรกเกิดต่ำ อย่าลืมรวมคาเฟอีนจากชา ช็อกโกแลต และน้ำอัดลมด้วยนะคะ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายระดับปานกลางสัปดาห์ละ 3–5 วัน ครั้งละประมาณ 30 นาที จะช่วยปรับน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ลดความเครียด และเตรียมกล้ามเนื้อกับระบบไหลเวียนโลหิตให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ที่จะเกิดขึ้นตลอด 9 เดือนของการตั้งครรภ์ กิจกรรมที่แนะนำสำหรับช่วงก่อนท้อง ได้แก่ เดินเร็ว ว่ายน้ำ โยคะ หรือปั่นจักรยานอยู่กับที่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ impact ต่ำและปลอดภัยต่อข้อเข่าและหลัง ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ที่หนักเกินไปหรือเสี่ยงต่อการกระแทก เพราะอาจส่งผลต่อรอบเดือน และการตกไข่ได้ค่ะ
ตรวจสุขภาพช่องปาก
หลายคนอาจไม่ทราบว่าสุขภาพช่องปากมีความเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์มากกว่าที่คิด ในช่วงตั้งครรภ์ ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้เหงือกอักเสบง่ายขึ้น และหากมีโรคเหงือกอยู่เดิม ความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด และทารกน้ำหนักแรกเกิดต่ำก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ การทำหัตถการทันตกรรมบางอย่าง เช่น การถอนฟัน หรือเอกซเรย์ฟัน ก็ไม่แนะนำให้ทำขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรก จึงควรไปพบ ทันตแพทย์เพื่อตรวจและจัดการปัญหาช่องปากที่ค้างอยู่ให้เรียบร้อย ก่อนเริ่มวางแผนมีบุตรจะปลอดภัยที่สุดค่ะ
เตรียมตัวอย่างไรก่อนมาตรวจก่อนตั้งครรภ์
มาตรวจหลังหมดประจำเดือน 5–7 วัน (สำหรับฝ่ายหญิง)
สำหรับว่าที่คุณแม่ การนัดวันตรวจให้สัมพันธ์กับรอบเดือนเป็นสิ่งสำคัญ ช่วงที่เหมาะที่สุดคือหลังหมดประจำเดือน 5–7 วัน เพราะเป็นช่วงที่ “เยื่อบุโพรงมดลูกบาง” ทำให้ตรวจภายใน คัดกรองมะเร็งปากมดลูก และอัลตราซาวด์มดลูก-รังไข่ได้ผลที่ชัดและแม่นยำที่สุด ไม่ควรตรวจภายในขณะมีประจำเดือน เพราะนอกจากจะไม่สะดวกแล้ว ยังทำให้ผลตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกคลาดเคลื่อนได้ หากไม่แน่ใจ ว่าควรมาวันไหน สามารถแจ้งวันแรกของประจำเดือนล่าสุดกับเจ้าหน้าที่ทางไลน์ เราจะช่วยแนะนำวันที่เหมาะสมให้ค่ะ
เอกสารและประวัติที่ควรเตรียมมา
การเตรียมข้อมูลล่วงหน้าจะช่วยให้การปรึกษาแพทย์ราบรื่นและได้คำแนะนำที่ตรงจุด ข้อมูลที่ควรเตรียมมาได้แก่ ประวัติการฉีดวัคซีน (หากมีสมุดบันทึก หรือบัตรวัคซีนให้ถือมาด้วย) ประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัว โดยเฉพาะโรคธาลัสซีเมีย เบาหวาน ความดัน หรือโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ รายการยาหรืออาหารเสริมที่รับประทานอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงวันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุด (LMP หรือ Last Menstrual Period) ซึ่งเป็นข้อมูลที่คุณหมอใช้ประเมินรอบเดือนและวางแผนการตรวจ และไม่ต้องกังวลหากไม่มีข้อมูลครบทุกอย่าง เจ้าหน้าที่จะช่วยซักประวัติเพิ่มเติมให้ในวันนัดค่ะ
ใช้เวลาตรวจและรอผลนานแค่ไหน
ในวันที่มาตรวจ จะใช้เวลาที่คลินิกประมาณ 30-40 นาที ตั้งแต่ซักประวัติ ตรวจร่างกาย เจาะเลือด ตรวจภายใน และอัลตราซาวด์ ผลตรวจที่ทราบทันทีหลังตรวจได้แก่ผลอัลตราซาวด์และผลตรวจภายใน ซึ่งคุณหมอจะอธิบายให้ฟังในวันนั้นเลย ส่วนผลเลือดทุกรายการ จะออกภายใน 2-3 วัน วันทำการ ทางคลินิกจะแจ้งผลผ่านไลน์พร้อมนัดวันมาฟังผล กับคุณหมออีกครั้ง เพื่ออธิบายรายละเอียดและวางแผนขั้นตอนต่อไป เช่น การฉีดวัคซีนที่จำเป็น การเริ่มกรดโฟลิก หรือการปรึกษาเพิ่มเติม กรณีพบพาหะโรคทางพันธุกรรม ทุกขั้นตอนสามารถทำต่อได้ที่สาขาเดิม ไม่ต้องส่งต่อโรงพยาบาลอื่นค่ะ
ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ที่ happybirth clinic ราคาเท่าไหร่
ที่แฮปปี้เบิร์ธคลินิก เรามีแพ็กเกจตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ให้เลือกถึง 4 แพ็กเกจ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันค่ะ
Basic Package (5,900 บาท) : เหมาะสำหรับคู่สมรสที่ต้องการตรวจสุขภาพพื้นฐานก่อนมีบุตร รวมการตรวจอัลตราซาวด์ค่ะ
Standard Package (7,400 บาท) : มีการตรวจที่ครอบคลุมมากขึ้น เพิ่มการตรวจภายในและตรวจมะเร็งปากมดลูกแบบ Liquid-based cytology ค่ะ
Premium Package (8,400 บาท) : เพิ่มการตรวจมะเร็งปากมดลูกแบบ HPV DNA ที่มีความแม่นยำสูงค่ะ
Gold Package (8,900 บาท) : มีการตรวจแบบ Co-testing ที่ให้ความแม่นยำสูงสุดค่ะ
สำหรับว่าที่คุณแม่คุณพ่อท่านใดที่สนใจ สามารถอ่านรายละเอียดแต่ละแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ โปรแกรมตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน ตรวจก่อนมีบุตร ได้เลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์
ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ จำเป็นไหม ทุกคนต้องตรวจไหม?
ทุกคู่ที่วางแผนมีบุตรแนะนำให้ตรวจค่ะ เพราะคนไทยเป็นพาหะธาลัสซีเมียประมาณ 30-40% โดยส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว และยังมีโรคติดต่อบางชนิด เช่น HIV ไวรัสตับอักเสบบี หัดเยอรมัน ซิฟิลิส ที่ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ตั้งแต่ในครรภ์ การตรวจครั้งเดียวช่วยให้ทั้งคู่และคุณหมอวางแผนการดูแลที่เหมาะสมก่อนเริ่มตั้งครรภ์จริง ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดกับทารกได้มากค่ะ
ควรตรวจก่อนตั้งครรภ์กี่เดือนดี?
แนะนำให้ตรวจล่วงหน้า 3-6 เดือนก่อนวางแผนตั้งครรภ์ค่ะ เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับฉีดวัคซีนบางชนิดที่ต้องเว้นก่อนท้อง 1-3 เดือน เริ่มรับประทานกรดโฟลิกสะสมในร่างกาย และปรับไลฟ์สไตล์อย่างเลิกบุหรี่หรือควบคุมน้ำหนัก สำหรับว่าที่คุณแม่อายุ 35 ปีขึ้นไปแนะนำให้ตรวจเร็วขึ้นเป็น 6-12 เดือน เพราะความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุและอาจต้องใช้เวลาวางแผนหรือรักษาภาวะมีบุตรยากเพิ่มเติมค่ะ
ตรวจก่อนตั้งครรภ์ ตรวจคนเดียวได้ไหม หรือต้องตรวจทั้งคู่?
ตรวจคนเดียวได้ค่ะ แต่แนะนำให้ตรวจทั้งคู่ เพราะโรคทางพันธุกรรมอย่างธาลัสซีเมียต้องประเมินจากทั้ง 2 คนถึงจะรู้ความเสี่ยงของทารก นอกจากนี้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี หรือ HIV ถ้าเจอในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ต้องวางแผนป้องกันและรักษาร่วมกันก่อนตั้งครรภ์ แพ็กเกจตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ของ happybirth clinic จึงออกแบบมาให้ตรวจทั้ง 2 คนในครั้งเดียวพร้อมแพทย์สูตินรีเวชให้คำปรึกษาร่วมกันค่ะ
ตรวจก่อนตั้งครรภ์กับตรวจก่อนแต่งงาน ต่างกันไหม?
เป็นชุดตรวจเดียวกันค่ะ ต่างกันที่วัตถุประสงค์ตามช่วงชีวิต การตรวจก่อนแต่งงานเน้นคัดกรองโรคติดต่อและความเสี่ยงที่ส่งผลต่อคู่ครอง ส่วนตรวจก่อนตั้งครรภ์เน้นเตรียมร่างกายให้พร้อมรับการตั้งครรภ์ แต่รายการตรวจหลัก ทั้งเลือด ธาลัสซีเมีย โรคติดต่อ และภูมิคุ้มกัน เป็นชุดเดียวกัน ที่ happybirth clinic จึงใช้แพ็กเกจเดียวครอบคลุมทั้ง 2 วัตถุประสงค์ได้ในครั้งเดียวค่ะ
ถ้าเจอโรคทางพันธุกรรม (ธาลัสซีเมีย) จะมีลูกได้ไหม?
ยังสามารถมีบุตรได้ค่ะ แต่ควรปรึกษาแพทย์วางแผนล่วงหน้าเพื่อเลือกวิธีลดความเสี่ยงให้เหมาะสม เช่น การตรวจวินิจฉัยก่อนฝังตัวอ่อน (PGD) ร่วมกับเด็กหลอดแก้ว (IVF) หรือการตรวจวินิจฉัยทารกในครรภ์ระหว่างตั้งครรภ์ (CVS, Amniocentesis) ที่ happybirth clinic สามารถให้คำปรึกษาเบื้องต้นและส่งต่อกับแพทย์สูตินรีเวชที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ทุกสาขาค่ะ
ผู้หญิงอายุ 35+ ควรตรวจอะไรเพิ่ม?
ว่าที่คุณแม่อายุ 35 ปีขึ้นไปควรตรวจเพิ่ม 3 เรื่องหลักค่ะ ได้แก่ ระดับฮอร์โมน AMH เพื่อประเมินการทำงานของรังไข่และปริมาณไข่ที่เหลือ ตรวจคัดกรองเบาหวานและความดันซึ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นตามอายุ และรับคำปรึกษาเรื่องความเสี่ยงโครโมโซมผิดปกติของทารก เช่น ดาวน์ซินโดรม พร้อมวางแผนตรวจและตั้งครรภ์เร็วขึ้น 6-12 เดือน เพราะช่วงเวลาที่เหมาะกับการตั้งครรภ์มีจำกัดกว่าคู่อายุน้อยค่ะ
ตรวจก่อนตั้งครรภ์ราคาเท่าไหร่? ใช้ประกันสังคมได้ไหม?
แพ็กเกจตรวจคู่ของ happybirth clinic เริ่มต้น 5,900 บาท สูงสุด 8,900 บาท ครอบคลุมทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายในราคาเดียวกันค่ะ ส่วนการใช้ประกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขกรมธรรม์ แนะนำให้ตรวจสอบเงื่อนไขกับบริษัทประกันของตัวเองก่อนเข้ารับบริการค่ะ
ต้องงดอาหารก่อนตรวจกี่ชั่วโมง?
ในแพ็คเกจตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ของ happpybirth ไม่ได้รวมการตรวจน้ำตาลและไขมัน ยกเว้นในเคสที่มี BMI สูง หรือมีความเสี่ยงเช่นอายุ 35 ปีขึ้นไป สามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจเพิ่มเติมได้ พร้อมเตรียมตัวงดอาหารก่อนตรวจ 8 ชั่วโมงค่ะ
ว่าที่คุณแม่ควรมาตรวจช่วงไหนของรอบเดือน?
สำหรับว่าที่คุณแม่ควรนัดตรวจในช่วงหลังประจำเดือนหมด 5-7 วันค่ะ เพื่อให้ตรวจภายใน คัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap smear) และอัลตราซาวด์มดลูก-รังไข่ได้ผลแม่นยำ ไม่แนะนำให้ตรวจภายในขณะมีประจำเดือน เพราะเลือดประจำเดือนจะรบกวนการอ่านผล Pap smear และการมองเห็นผ่านอัลตราซาวด์ หากรอบเดือนมาไม่ตรงสามารถเลื่อนนัดผ่าน LINE @happybirth ล่วงหน้าได้ค่ะ
ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ กับแฮปปี้เบิร์ธคลินิก
การตรวจร่างกายก่อนตั้งครรภ์เป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นคุณแม่ที่สมบูรณ์แบบ ที่แฮปปี้เบิร์ธคลินิก เรามีทีมสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมดูแลคุณตลอดการเดินทางสู่การมีครอบครัวที่สมบูรณ์ ด้วยบริการที่ครบครัน ตั้งแต่การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ การฝากครรภ์ ไปจนถึงการดูแลหลังคลอด
ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ท่านใดที่สนใจ สามารถนัดมาปรึกษาตรวจได้ที่ คลินิกสูตินรีเวชแฮปปี้เบิร์ธ ทุกสาขา
เปิดให้บริการทุกวัน แนะนำให้เช็กคิวทางไลน์ @happybirth หรือโทรศัพท์ 081-442-9355 คุณหมอและเจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมดูแลคุณทุกวันค่ะ


